การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียของยูเครนกลับมาปะทุอีกครั้ง จุดชนวนปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงในรัสเซียให้กลายเป็นแรงกดดันต่อราคาพลังงานและระบบขนส่งอาหารรอบใหม่ ทั้งกำลังการกลั่นที่แปรรูปน้ำมันดิบเป็นเบนซินและดีเซล และเครือข่ายกระจายเชื้อเพลิงภายในประเทศ ต่างถูกทดสอบไปพร้อมกัน
กองทัพยูเครนใช้โดรนโจมตีกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี กัซพรอม เนฟเตคิม ซาลาวัต (Gazprom Neftekhim Salavat) ในสาธารณรัฐบัชคอร์โตสถาน ทำให้เกิดเพลิงไหม้ในพื้นที่ สำนักข่าวเอพี (AP) รายงานว่านี่คือการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียครั้งที่ 4 ในรอบ 3 วัน
โรงกลั่นแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากกรุงมอสโกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 1,300 กิโลเมตร เอพีระบุว่าเป็นหนึ่งในโรงกลั่นหลักของรัสเซีย มีกำลังแปรรูปน้ำมันดิบสูงสุดปีละ 74 ล้านบาร์เรล
ปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงของรัสเซียเข้าสู่ขั้นตอนรับมืออย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่ารัสเซียเริ่มนำเข้าเบนซินทางเรือจากอินเดีย เพื่อบรรเทาการขาดแคลนที่เกิดจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมระบุว่า มีการขนส่งเบนซินจากอินเดียไปรัสเซียแล้วอย่างน้อย 60,000 ตัน และรัสเซียกำลังพยายามนำเข้าเบนซินจากหลายประเทศรวมเดือนละ 400,000 ตัน การที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่างรัสเซียต้องนำเข้าเบนซินเอง สะท้อนว่าการผลิตน้ำมันดิบกับการจัดหาน้ำมันสำเร็จรูปเป็นคอขวดคนละจุดกัน
อัตราการเดินเครื่องกลั่นก็ลดลงเช่นกัน บริษัทวิเคราะห์ Kpler ระบุในรายงานว่า อัตราการกลั่นน้ำมันของรัสเซียในเดือนมิถุนายนลดลงเหลือ 4.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำสุดในรอบหลายปี โดยชี้ว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานซ้ำแล้วซ้ำเล่า และระยะเวลาซ่อมแซมที่ยืดออกไป เป็นสาเหตุหลักที่ฉุดอัตราการกลั่นลง
รายงานฉบับเดียวกันของ Kpler ประเมินว่าอัตราการกลั่นน้ำมันของรัสเซียช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนอาจอยู่ที่ 4.4-5.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน สะท้อนว่าการฟื้นตัวของแหล่งจ่ายน้ำมันสำเร็จรูปอาจล่าช้ากว่าการไหลเวียนของน้ำมันดิบ
รัฐบาลรัสเซียยังงัดมาตรการจำกัดการส่งออกดีเซลออกมาเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม รอยเตอร์รายงานว่ารัสเซียประกาศห้ามส่งออกดีเซลเพื่อเพิ่มปริมาณสำรองในประเทศ โดยมาตรการนี้มีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม
ในรายงานเดียวกัน ส่วนต่างราคาดีเซล (diesel margin) อ้างอิงยุโรปพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 60.17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังรัสเซียประกาศมาตรการดังกล่าว ส่วนต่างราคาดีเซลเป็นตัวชี้วัดผลกำไรจากการกลั่น คำนวณจากส่วนต่างระหว่างราคาดีเซลกับราคาน้ำมันดิบ
สถานการณ์ครั้งนี้ต่อเนื่องจากที่ TokenPost เคยรายงานเรื่อง การส่งออกดีเซลรัสเซียลดลงและปัญหาสายการกลั่น แม้การส่งออกน้ำมันดิบจะยังไม่หยุดชะงักโดยตรง แต่หากแหล่งจ่ายน้ำมันสำเร็จรูปลดลง แรงกดดันอาจเคลื่อนไปสู่ต้นทุนขนส่งและระบบโลจิสติกส์สินค้าเกษตร
ภาพวิดีโอของรอยเตอร์บันทึกคำให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่ฟาร์มในแคว้นรอสตอฟที่ระบุว่า คนงานต้องต่อคิวรอเติมน้ำมันนานถึงครึ่งวัน เนื่องจากดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลักของรถบรรทุกขนส่งและเครื่องจักรการเกษตร ปัญหานี้จึงอาจกระทบต้นทุนโลจิสติกส์และตารางการทำงานในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวโดยตรง
เส้นทางขนส่งธัญพืชก็สั่นคลอนไปพร้อมกัน หลังเกิดการโจมตีเรือในทะเลอาซอฟต่อเนื่องหลายครั้ง รัสเซียเตรียมปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งธัญพืชไปยังท่าเรืออื่นแทน
หนังสือพิมพ์มอสโกไทมส์ (Moscow Times) ซึ่งอ้างอิงรายงานของรอยเตอร์ ระบุว่าเส้นทางทะเลอาซอฟรองรับการส่งออกธัญพืชของรัสเซียราว 1 ใน 4 ของทั้งหมด หากต้องอ้อมเส้นทางเป็นเวลานาน ระยะทางและต้นทุนขนส่งอาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สำหรับนักลงทุนไทย ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงในรัสเซียเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าราคาพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และโลจิสติกส์อาหาร จะเชื่อมโยงไปถึงความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างไร TokenPost เคยรายงานว่า ปัญหาการส่งออกดีเซลอาจส่งผลต่อตลาดผ่านราคาน้ำมัน ต้นทุนขนส่ง อัตราดอกเบี้ยระยะยาว และความเสี่ยงต่อสินทรัพย์เสี่ยง
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันผลกระทบโดยตรงของการโจมตีโรงกลั่นครั้งนี้ต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างบิตคอยน์(BTC) จุดที่ต้องติดตามต่อไปคือ ความเร็วในการซ่อมแซมโรงกลั่นของรัสเซีย มาตรการต่อเนื่องหลังหมดอายุคำสั่งจำกัดส่งออกดีเซล และการปรับเส้นทางขนส่งธัญพืชผ่านทะเลอาซอฟจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่
ความคิดเห็น 0