มอส (Moss) สตาร์ทอัพด้านซอฟต์แวร์บริหารค่าใช้จ่ายองค์กร ประกาศระดมทุนรอบ Series C มูลค่า 30 ล้านยูโร พร้อมเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์ ‘AI เอเจนต์’ สำหรับฝ่ายการเงินองค์กรอย่างเต็มตัว จากเดิมที่เน้นซอฟต์แวร์จัดการค่าใช้จ่าย มอสกำลังก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มระบบอัตโนมัติด้านการเงินแบบครบวงจร
Pulse2 รายงานว่า การระดมทุนรอบนี้นำโดยพอร์เทจและเชอร์รี เวนเจอร์ส สองบริษัทการลงทุนที่เข้ามาร่วมผลักดันการเติบโตของมอส โดยเงินทุนที่ได้จะถูกนำไปใช้ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ AI ด้านการเงินให้ครอบคลุมมากขึ้น
ทิศทางใหม่ที่มอสวางไว้คือการให้ฝ่ายการเงินขององค์กรตั้งค่า ‘AI เอเจนต์’ แยกตามฟังก์ชันงาน เพื่อประมวลผลงานต่าง ๆ โดยอัตโนมัติ จุดสำคัญคือผู้ใช้งานต้อง ‘มองเห็น’ ทุกขั้นตอนการทำงานและกระบวนการตัดสินใจของเอเจนต์ พร้อมยังคง ‘การควบคุม’ ไว้ในมือได้ตลอดกระบวนการอัตโนมัติ
แนวทางนี้ต่อยอดมาจากธุรกิจซอฟต์แวร์บริหารค่าใช้จ่ายที่มอสดำเนินมา โดยขยายขอบเขตผลิตภัณฑ์จากฐานเดิมไปสู่ระบบอัตโนมัติด้านการเงินในวงกว้างขึ้น
เงินทุนรอบนี้จะถูกใช้ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ AI ด้านการเงินเป็นหลัก โดยบริษัทวางเป้าหมายลดงานซ้ำซากของฝ่ายการเงิน ในขณะที่ยังเปิดช่องให้มนุษย์ตรวจสอบขั้นตอนการอนุมัติและการตัดสินใจได้เสมอ
จุดที่ ‘AI เอเจนต์’ เข้ามาเสริมซอฟต์แวร์การเงินมากที่สุดคืองานที่ทำซ้ำเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นธุรกรรมบัตร ใบแจ้งหนี้ การเบิกจ่ายคืน การส่งออกข้อมูลบัญชี หรือการอนุมัติภายใน ซึ่งล้วนเป็นงานที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจนและมีความต้องการระบบอัตโนมัติสูง
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายการเงินขององค์กรเป็นพื้นที่ที่ข้อมูลการชำระเงินและบัญชีไหลผ่านตลอดเวลา การนำ AI มาใช้งานจริงจึงต้องมาพร้อมความสามารถในการอธิบายกระบวนการทำงาน ระบบการอนุมัติ และบันทึกการตรวจสอบที่ครบถ้วน
มอสวางทิศทางไว้ชัดเจนว่าจะสร้างระบบขั้นตอนการทำงานของ AI เอเจนต์สำหรับฝ่ายการเงินองค์กร โดยต่อยอดจากซอฟต์แวร์บริหารค่าใช้จ่ายที่มีอยู่เดิม กลยุทธ์นี้ถูกมองว่าเป็นการเล็งทั้งการประมวลผลงานตามฟังก์ชันการเงินและความต้องการควบคุมภายในไปพร้อมกัน
Series C รอบนี้สะท้อนว่ามอสให้ความสำคัญกับขั้นตอนการทำงานของ AI เอเจนต์ในฐานะแกนหลักของการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ AI ด้านการเงิน ความพยายามนี้ถูกมองว่าเป็นการขยายขอบเขตอัตโนมัติจากฟังก์ชันบริหารค่าใช้จ่ายเดิม ไปจนถึงขั้นตอนการตัดสินใจ การอนุมัติ และการประมวลผลของฝ่ายการเงิน
จุดโฟกัสของการขยายผลิตภัณฑ์ครั้งนี้อยู่ที่การให้ฝ่ายการเงินวางเอเจนต์ AI ตามแต่ละฟังก์ชันงาน โดยย้ำว่าแม้จะประมวลผลอัตโนมัติ มนุษย์ก็ยังต้องตรวจสอบขั้นตอนการทำงานและกระบวนการตัดสินใจได้ตลอดเวลา
แนวทางเช่นนี้มุ่งสร้างสมดุลระหว่างระบบอัตโนมัติกับการควบคุมภายใน ยิ่งองค์กรที่ข้อมูลการเงินต้องผ่านหลายขั้นตอนมากเท่าไร การแบ่งขอบเขตอัตโนมัติและอำนาจอนุมัติก็ยิ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจนำระบบไปใช้งาน
ในตลาด AI สำหรับองค์กร ประสิทธิภาพของโมเดลเพียงอย่างเดียวเริ่มไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือการนำ AI ไปเชื่อมกับระบบงานจริงได้อย่างไร ฝ่ายการเงินถือเป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนสูง เพราะต้องเกี่ยวข้องกับเอกสาร การชำระเงิน สิทธิ์การเข้าถึง การอนุมัติ และระบบบัญชีไปพร้อมกัน
งานขององค์กรล้วนเกี่ยวพันกับเอกสาร การชำระเงิน สิทธิ์การเข้าถึง การอนุมัติ และระบบบัญชี หาก AI เอเจนต์จะเข้ามาทำงานในพื้นที่นี้ได้จริง จำเป็นต้องมีทั้งความสามารถในการทำงานแทนมนุษย์ และการแบ่งขอบเขตที่ชัดเจนว่าจุดไหนที่มนุษย์ต้องเข้ามาตรวจสอบและรับผิดชอบ
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข่าวนี้สะท้อนจุดเชื่อมต่อระหว่างการลงทุนด้าน AI และฟินเทคมากกว่าเรื่องตลาดคริปโตโดยตรง เพราะในไทยเอง ซอฟต์แวร์ด้านการเงินและบัญชีก็ยังผูกโยงกับระบบ ERP การชำระเงิน ภาษี และการควบคุมภายใน ทำให้การนำระบบใหม่มาใช้งานจริงมีอุปสรรคไม่น้อยเช่นกัน
สิ่งที่มอสย้ำคือ ‘การมองเห็นได้’ และ ‘อำนาจควบคุม’ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญเมื่อ AI เอเจนต์เข้าไปทำงานในฝ่ายการเงินขององค์กร โดยเป้าหมายที่บริษัทวางไว้คือการสร้างขั้นตอนการทำงานของ AI เอเจนต์สำหรับฝ่ายการเงินองค์กรโดยเฉพาะ
ความคิดเห็น 0