ฟิวเจอร์สดัชนีหุ้นสหรัฐฯเคลื่อนไหวไร้ทิศทางชัดเจนในการซื้อขายก่อนตลาดเปิดคืนวันที่ 19 ตามเวลาไทย หลังราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานทะลุระดับ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงสั้นๆ ขณะที่แรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยระยะยาวยังคงกดบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั้งตลาดหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี
ซีโรเฮดจ์ (ZeroHedge) รายงานว่า ณ เวลา 19.15 น. ของวันที่ 19 ตามเวลาไทย ฟิวเจอร์สดัชนี S&P500 ขยับขึ้นเล็กน้อยในแดนบวก ส่วนฟิวเจอร์สแนสแด็กปรับลดลง 0.1% ช่วงเวลาเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้น 0.8% ขึ้นไปเหนือระดับ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
เบื้องหลังการปรับขึ้นของราคาน้ำมันมาจากความกังวลเรื่องปัญหาด้านอุปทาน ซึ่งเกิดจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ปัญหาด้านอุปทานน้ำมันดิบสามารถส่งผลต่อคาดการณ์เงินเฟ้อผ่านต้นทุนขนส่งและพลังงาน ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันต่อตลาดหุ้นได้เช่นกัน
จุดสนใจหลักของตลาดในวันนี้อยู่ที่การประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอายุ 20 ปี และรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประจำเดือนกรกฎาคม มาร์เก็ตวอตช์ (MarketWatch) รายงานว่าแรงเทขายพันธบัตรระยะยาวเริ่มชะลอตัวลงบ้างแล้ว แต่นักลงทุนยังคงจับตาทิศทางอัตราดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิดก่อนการเปิดเผยรายงานการประชุมเฟด
ข้อมูลของกระทรวงการคลังสหรัฐฯระบุว่า พันธบัตรอายุ 20 ปีอยู่ในกำหนดการออกจำหน่ายซ้ำ (reopening) ของเดือนสิงหาคม การประมูลพันธบัตรระยะยาวเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ตลาดประเมินแรงกดดันด้านอัตราดอกเบี้ยผ่านความต้องการซื้อและอัตราผลตอบแทนที่ประมูลได้
อัตราดอกเบี้ยและราคาน้ำมันต่างส่งผลต่ออัตราคิดลดและคาดการณ์เงินเฟ้อของสินทรัพย์เสี่ยงไปพร้อมกัน หากอัตราดอกเบี้ยระยะยาวยังทรงตัวในระดับสูง แรงกดดันต่อมูลค่าหุ้นกลุ่มเติบโตจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจนำไปสู่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง
นี่คือเหตุผลที่การซื้อขายก่อนตลาดเปิดครั้งนี้ออกมาในลักษณะแคบและไร้ทิศทางชัดเจน เมื่อยังไม่มีปัจจัยใหม่ที่ชัดเจนพอจะฟื้นความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์เสี่ยง ตลาดจึงเลือกรอดูผลการประมูลพันธบัตรและถ้อยคำในรายงานการประชุมเฟดก่อนตัดสินใจ
หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวกลับขึ้นบางส่วน หลังเอสเค ไฮนิกซ์ (SK Hynix, $SKHY) ประกาศแผนซื้อหุ้นคืน วอลล์สตรีทเจอร์นัล (Wall Street Journal) รายงานว่าเอสเค ไฮนิกซ์วางแผนซื้อหุ้นคืนมูลค่า 40 ล้านล้านวอน ระหว่างวันที่ 20 สิงหาคมถึง 19 พฤศจิกายน
จำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนอยู่ที่ 24.07 ล้านหุ้น คิดเป็นประมาณ 3.3% ของหุ้นทั้งหมดที่ออกจำหน่าย แม้ตัวเลขมูลค่าในสกุลเงินวอนจะตรงกันในทุกสำนักข่าว แต่ตัวเลขที่แปลงเป็นดอลลาร์สหรัฐฯกลับแตกต่างกันไปตามอัตราแลกเปลี่ยนที่แต่ละสำนักใช้ อยู่ระหว่างประมาณ 2.83-2.90 หมื่นล้านดอลลาร์
หากคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในวันดังกล่าว คือ 1 ดอลลาร์ต่อ 1,412 วอน มูลค่า 40 ล้านล้านวอนจะเท่ากับประมาณ 2.83 หมื่นล้านดอลลาร์ เนื่องจากตัวเลขแปลงสกุลเงินดอลลาร์มีความแตกต่างกันไปในแต่ละแหล่งข่าว การพิจารณาข่าวนี้จึงควรยึดตามมูลค่าในสกุลเงินวอนและจำนวนหุ้นที่ซื้อคืนเป็นหลัก
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม เอสเค ไฮนิกซ์เคยระบุว่าจะสรุปและประกาศแผนตอบแทนผู้ถือหุ้นเพิ่มเติมภายในไตรมาส 3 ส่วนในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทเคยปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องแผนตอบแทนผู้ถือหุ้นมูลค่ากว่า 100 ล้านล้านวอนและแผนซื้อหุ้นคืนมูลค่า 40 ล้านล้านวอน โดยระบุว่ายังไม่มีการพิจารณาตัวเลขที่ชัดเจน ทำให้ข่าวในเดือนมิถุนายนกับการประกาศเดือนสิงหาคมเป็นคนละเหตุการณ์กัน
ตลาดหุ้นเอเชียเผชิญความผันผวนอย่างหนักมาก่อนหน้านี้แล้ว ซีโรเฮดจ์รายงานว่าดัชนีคอสปิของเกาหลีใต้ร่วงลง 5.8% ขณะที่ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นปรับตัวลง 3.2% แรงอ่อนตัวของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่กดดันตลาดหุ้นเอเชียโดยรวม แต่ ADR ของเอสเค ไฮนิกซ์กลับปรับตัวขึ้นในการซื้อขายก่อนตลาดเปิด
ยังไม่พบปัจจัยที่เชื่อมโยงโดยตรงกับตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในความเคลื่อนไหวก่อนตลาดเปิดครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยและราคาน้ำมันยังคงเป็นตัวแปรทางอ้อมที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการซื้อขายสินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ที่ฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐฯก่อนตลาดเปิดเคยเคลื่อนไหวไร้ทิศทางชัดเจนมาแล้ว ครั้งนี้ตลาดก็ยังคงจับตาทิศทางอัตราดอกเบี้ยและราคาน้ำมันเป็นลำดับแรกเช่นเดิม
รายงานการประชุมเฟดมีกำหนดเปิดเผยเวลา 01.00 น. ตามเวลาไทยของวันที่ 20 ก่อนการเปิดเผยยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเนื้อหาจะออกมาในโทนสายเหยี่ยวหรือสายพิราบ และการประเมินทิศทางตลาดในวันนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้อีกครั้ง หลังทราบผลการประมูลพันธบัตรอายุ 20 ปีและถ้อยคำในรายงานการประชุม
แหล่งข้อมูลหลักที่ใช้ตรวจสอบเนื้อหาข่าวนี้ ได้แก่ ซีโรเฮดจ์ (ZeroHedge), มาร์เก็ตวอตช์ (MarketWatch), เว็บไซต์ TreasuryDirect ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และวอลล์สตรีทเจอร์นัล (Wall Street Journal)
ความคิดเห็น 0