ตลาด 'สินเชื่อคริปโต' ที่ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลค้ำประกันหดตัวลงในไตรมาส 2 ปี 2026 เหลือ 56.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 11.33 พันล้านดอลลาร์ หรือ 16.78% จากไตรมาสก่อนหน้า
กาแล็กซี รีเสิร์ช (Galaxy Research) เปิดเผยตัวเลขนี้ในรายงาน 'The State of Crypto Leverage – Q2 2026' ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม (เวลาท้องถิ่น) โดยระบุว่ายอดคงค้างสินเชื่อไตรมาสนี้ต่ำกว่าจุดสูงสุดที่ 78.69 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 3 ปี 2025 ถึง 40.13% ก่อนหน้านี้กาแล็กซี รีเสิร์ชเคยเสนอแนวโน้มการลดลงนี้ไว้ในบทวิเคราะห์รายสัปดาห์มาแล้ว และรายงานฉบับล่าสุดได้แยกโครงสร้างตลาดออกเป็นสามส่วน ได้แก่ 'CeFi' 'DeFi' และหลักประกันสเตเบิลคอยน์แบบ CDP
ตลาดที่ลดลงมากที่สุดคือฝั่ง DeFi ยอดคงค้างการกู้ยืมผ่านแอปพลิเคชัน DeFi ลดลง 7.79 พันล้านดอลลาร์ เหลือ 20.43 พันล้านดอลลาร์ หรือลดลง 27.61% ส่วนยอดคงค้างฝั่ง CeFi อยู่ที่ 22.98 พันล้านดอลลาร์ ลดลง 9.62% ขณะที่หลักประกันสเตเบิลคอยน์ CDP ลดลง 1.09 พันล้านดอลลาร์ หรือ 7.86%
สัดส่วนตลาดก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ณ สิ้นไตรมาส 2 CeFi ครองส่วนแบ่งตลาดสินเชื่อคริปโตทั้งหมด 40.93% ตามด้วย DeFi ที่ 36.37% และ CDP ที่ 22.7% กาแล็กซี รีเสิร์ชระบุว่านี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2023 ที่ยอดคงค้างสินเชื่อฝั่ง CeFi แซงหน้าแอป DeFi
ประเด็นตีความหลักของกาแล็กซี รีเสิร์ชคือตลาดกำลัง 'ชะลอตัว' มากกว่า 'พังทลาย' รายงานเทียบให้เห็นว่าในไตรมาส 2 ปี 2022 ตลาดสินเชื่อคริปโตเคยดิ่งลงมากกว่า 55% ก่อนจะลดลงต่อเนื่องอีก 9% ในไตรมาส 3 และ 29% ในไตรมาส 4 ขณะที่สามไตรมาสหลังสุดลดลงเพียง 10% 5% และ 17% ตามลำดับ กาแล็กซี รีเสิร์ชมองว่าการลดลงรอบนี้มาจากการ 'ลดความเสี่ยง' อย่างค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าการบังคับขายหลักประกันหรือการผิดนัดชำระของคู่สัญญา
สินเชื่อคริปโตคือการนำสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างบิตคอยน์(BTC) อีเธอเรียม(ETH) หรือยูเอสดีคอยน์(USDC) มาวางค้ำประกันเพื่อกู้เงินสด สเตเบิลคอยน์ หรือคริปโตสกุลอื่น โดย 'CeFi' หมายถึงการกู้ยืมผ่านคู่สัญญาที่เป็นศูนย์กลาง ส่วน 'DeFi' คือการกู้ยืมผ่านโปรโตคอลสมาร์ทคอนแทรกต์ ขณะที่ 'CDP' หรือ Collateralized Debt Position คือการนำคริปโตมาค้ำประกันเพื่อออกหรือกู้ยืมสเตเบิลคอยน์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขรวมนี้ยังตีความเป็นค่าสัมบูรณ์ตรงๆ ไม่ได้ทั้งหมด กาแล็กซี รีเสิร์ชระบุว่าอาจมีการนับซ้ำระหว่างบัญชีสินเชื่อฝั่ง CeFi กับยอดกู้ยืมฝั่ง DeFi เนื่องจากผู้ให้บริการ CeFi บางรายอาจกู้ยูเอสดีคอยน์(USDC) จากแอป DeFi แล้วนำไปปล่อยกู้ต่อให้ลูกค้านอกเชนอีกทอดหนึ่ง รายงานระบุว่าข้อจำกัดด้านการเปิดเผยข้อมูลและการตรวจสอบที่มาบนเชนทำให้ยากที่จะแยกส่วนนี้ออกมาได้อย่างชัดเจน
ต่างจากตลาดสินเชื่อ ยอดสัญญาคงค้างของตลาดฟิวเจอร์สคริปโตลดลงเพียง 3.08% เหลือ 103.2 พันล้านดอลลาร์ ณ สิ้นไตรมาส 2 แบ่งเป็นสัญญาคงค้างบิตคอยน์(BTC) 45.04 พันล้านดอลลาร์ และอีเธอเรียม(ETH) 21.99 พันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม ยอดสัญญาคงค้างรวมกลับขึ้นมาอยู่ที่ราว 114 พันล้านดอลลาร์
ธุรกิจปล่อยกู้ของกาแล็กซี (Galaxy) เองกลับสวนทางกับภาพรวมตลาด โดยในการแถลงผลประกอบการไตรมาส 2 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม บริษัทระบุว่าขนาดพอร์ตสินเชื่อเฉลี่ยของหน่วยธุรกิจ Global Markets อยู่ที่ 1.438 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อนหน้า และมีการปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้นเช่นกัน บริษัทระบุว่าเป็นผลจากการเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Galaxy Onchain Financing Rate (GOFR) และความต้องการจากลูกค้าทั้งรายเก่าและรายใหม่
เดอะบล็อก (The Block) รายงานว่า GOFR จะรวบรวมอัตราดอกเบี้ยจากโปรโตคอลปล่อยกู้บนเชนหลายราย เช่น Aave, Morpho, Spark และ Kamino เข้าไว้เป็นอัตรากู้ยืมเดียว ผู้ใช้งานจะกู้เงินโดยมีกาแล็กซีเป็นคู่สัญญาเพียงรายเดียว ขณะที่กาแล็กซีเป็นผู้ดูแลกระเป๋าเงินดิจิทัล กุญแจส่วนตัว และการดำเนินการสมาร์ทคอนแทรกต์ให้ทั้งหมด
โครงสร้างนี้ออกแบบมาเพื่อลดภาระด้านการบริหารจัดการของนักลงทุนสถาบันเวลาเข้าถึงตลาดสินเชื่อบนเชน โดยทั่วไปการกู้ยืมผ่าน DeFi ต้องบริหารหลักประกัน ความเสี่ยงจากการถูกบังคับขาย และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างโปรโตคอลด้วยตัวเอง กาแล็กซีจึงรวมขั้นตอนเหล่านี้ไว้ในความสัมพันธ์กับคู่สัญญาเพียงรายเดียว เพื่อรองรับความต้องการสินเชื่อรูปแบบสถาบัน
ยอดคงค้างสินเชื่อคริปโตไม่ใช่ตัวชี้วัดที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับราคาคริปโตในตลาดเสมอไป แต่สะท้อนความต้องการกู้ยืม ความสามารถในการวางหลักประกัน และสภาพคล่องบนเชนไปพร้อมกัน โดยเฉพาะยอดกู้ยืมฝั่ง DeFi และสัญญาคงค้างฟิวเจอร์สที่มักถูกใช้เป็นตัวชี้วัดประกอบเพื่อประเมินว่ายังมีโพซิชันที่ใช้เลเวอเรจเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหนในระบบ
ทั้งนี้ ตัวเลขการฟื้นตัวในเดือนกรกฎาคมยังเป็นข้อมูลสังเกตการณ์ที่ตามหลัง ไม่ใช่ตัวเลขยืนยันรายไตรมาส กาแล็กซี รีเสิร์ชระบุว่ายอดกู้ยืมฝั่ง DeFi ณ สิ้นเดือนกรกฎาคมฟื้นตัวขึ้นบางส่วนมาอยู่ที่ 21.94 พันล้านดอลลาร์ ส่วนสัญญาคงค้างฟิวเจอร์สก็เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 114 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าแนวโน้มการลดลงในไตรมาส 2 กลับตัวเต็มที่แล้วหรือไม่
สิ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนจากรายงานฉบับนี้คือการหดตัวของยอดคงค้างสินเชื่อคริปโตในไตรมาส 2 และการเปลี่ยนสัดส่วนระหว่าง CeFi กับ DeFi กาแล็กซี รีเสิร์ชระบุว่าควรพิจารณาอัตราการลดลงรายส่วนและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดควบคู่ไปกับตัวเลขรวม มากกว่าจะอ่านตัวเลขรวมเพียงอย่างเดียว เนื่องจากยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีการนับซ้ำอยู่บ้าง
ความคิดเห็น 0