กองทุน ETF เมมโมรี่ (memory) สัญชาติสหรัฐฯ ที่ถือหุ้นซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ (Samsung Electronics) และเอสเค ไฮนิกซ์ (SK Hynix) มีเงินไหลเข้าสุทธิรวม 2.66 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 37 ล้านล้านวอน) นับตั้งแต่ต้นปีนี้ ทั้งที่ชื่อผลิตภัณฑ์ไม่มีคำว่า 'AI' ปรากฏอยู่เลย ปัจจัยที่ทำให้เงินไหลเข้ามากขนาดนี้คือกองทุนถือหุ้นเซมิคอนดักเตอร์เมมโมรี่อย่าง HBM, D램 และ NAND ที่จำเป็นต่อโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยตรง
ETF.com รายงานเมื่อวันที่ 19 (เวลาท้องถิ่น) ว่า ETF Roundhill Memory (ชื่อย่อ DRAM) ครองอันดับ 1 ด้านเงินไหลเข้าในกลุ่ม ETF ที่เกี่ยวข้องกับ AI ประจำปีนี้ โดยกองทุนดังกล่าวจดทะเบียนซื้อขายเมื่อวันที่ 2 เมษายน และใช้เวลาเพียงราว 4 เดือนเศษก็มีเงินไหลเข้าสุทธิถึงระดับดังกล่าว
Roundhill ระบุในเอกสารประกอบผลิตภัณฑ์ว่า DRAM เป็น ETF หุ้นเมมโมรี่ตัวแรกที่ลงทุนในบริษัทเซมิคอนดักเตอร์เมมโมรี่ทั่วโลก โดยไม่ได้เป็น ETF กลุ่มซอฟต์แวร์หรือแพลตฟอร์มที่ชูชื่อ 'AI' นำหน้า แต่เป็นโครงสร้างที่เปิดรับความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนของเซิร์ฟเวอร์ AI และดาต้าเซ็นเตอร์โดยตรง
สินทรัพย์หลักที่ DRAM ถืออยู่คือหุ้นซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์, เอสเค ไฮนิกซ์ และไมครอน (Micron) โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน Roundhill เปิดเผยรายชื่อหุ้นที่มีสัดส่วนสูงสุด ได้แก่ ไมครอน, ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์, เอสเค ไฮนิกซ์, แซนดิสก์ (SanDisk) และคิออกเซีย (Kioxia)
ช่วงจดทะเบียนซื้อขายครั้งแรก พอร์ตของกองทุนมีสัดส่วนซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ 24.99% เอสเค ไฮนิกซ์ 24.22% และไมครอน 23.83% ซึ่งถือเป็นสัดส่วนสูงสุด 3 อันดับแรก สะท้อนว่าหุ้นเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของเกาหลีใต้ 2 บริษัท และบริษัทเมมโมรี่สหรัฐฯ คือแกนหลักของผลิตภัณฑ์นี้
เซมิคอนดักเตอร์เมมโมรี่เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ทำหน้าที่จัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูล โดย HBM (High Bandwidth Memory) คือหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงที่ใช้ร่วมกับตัวเร่งความเร็ว AI ซึ่งมีความสำคัญเพิ่มขึ้นในเซิร์ฟเวอร์ AI ที่ต้องประมวลผลข้อมูลปริมาณมากอย่างรวดเร็ว
เงินไหลเข้าครั้งนี้สะท้อนว่าธีมการลงทุนด้าน AI ขยายวงจากบริษัทพัฒนาโมเดลหรือผู้ให้บริการคลาวด์ ไปสู่กลุ่มชิ้นส่วนและห่วงโซ่อุปทาน มีการตีความว่านักลงทุนบางส่วนเลือกสินทรัพย์ที่ใกล้เคียงกับจุดคอขวดของโครงสร้างพื้นฐาน AI จริง มากกว่าจะดูจากชื่อผลิตภัณฑ์ที่มีคำว่า AI หรือไม่
สำหรับนักลงทุนเกาหลีใต้ ผลิตภัณฑ์นี้ถูกมองว่าเป็นช่องทางหนึ่งในการถือหุ้นเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ในประเทศร่วมกับหุ้นเมมโมรี่ระดับโลก ผ่าน ETF ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ทั้งที่ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์และเอสเค ไฮนิกซ์เป็นหุ้นตัวแทนตลาดหุ้นเกาหลีใต้ แต่ใน ETF เซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ส่วนมากกลับมีสัดส่วนถือครองที่จำกัด
DRAM จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่เจาะช่องว่างนี้ ด้วยโครงสร้างที่มุ่งเน้นห่วงโซ่มูลค่าเมมโมรี่โดยเฉพาะ ก่อนหน้านี้ในเกาหลีใต้เองก็มีผลิตภัณฑ์ ETF ที่ถือทั้งซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์และเอสเค ไฮนิกซ์ในโครงสร้างเดียวกันได้รับความสนใจต่อเนื่องเช่นกัน
ความเร็วของเงินไหลเข้าก็โดดเด่นไม่แพ้กัน โดย ETF.com รายงานว่า DRAM ใช้เวลาเพียงราว 1 เดือนเศษหลังจดทะเบียน ก็มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ทะลุ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7 ล้านล้านวอน)
สถิติดังกล่าวใช้เวลา 25 วันทำการ ซึ่งช้ากว่าไอแชร์ บิตคอยน์ ทรัสต์ ETF (IBIT) ที่จดทะเบียนซื้อขายเมื่อเดือนมกราคม 2024 เพียง 1 วันทำการ เพราะ IBIT ใช้เวลา 24 วันทำการในการทำสถิติเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เงินไหลเข้า ETF ธีมเดี่ยวเช่นนี้ไม่สามารถตีความเป็นทิศทางราคาได้โดยตรง เนื่องจากกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เมมโมรี่มีความอ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจและการลงทุนขยายกำลังการผลิตค่อนข้างมาก
Roundhill เองก็ระบุในเอกสารประกอบการลงทุนว่า บริษัทเมมโมรี่อาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ตลาด ฐานะการเงิน วัฏจักรเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และกฎระเบียบภาครัฐ เงินไหลเข้า ETF จึงเป็นเพียงตัวชี้วัดทิศทางอุปสงค์-อุปทานของเงินทุน ไม่ใช่เครื่องยืนยันราคาหุ้นหรือราคา ETF รายตัว
กรณีนี้สะท้อนว่าเงินทุนเคลื่อนเข้าสู่ชิ้นส่วนและห่วงโซ่อุปทานที่ประกอบเป็นโครงสร้างพื้นฐาน AI มากกว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้ชื่อ 'AI' นำหน้าเพียงอย่างเดียว ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้คือมีเงินทุนขนาดใหญ่ไหลเข้า ETF ที่ถือหุ้นซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์และเอสเค ไฮนิกซ์ ส่วนผลกระทบของกระแสเงินนี้ต่อราคาหุ้นรายตัวยังต้องติดตามข้อมูลอุปสงค์-อุปทานของตลาดและภาวะอุตสาหกรรมแยกต่างหากต่อไป
ความคิดเห็น 0