รายงานการยื่นแบบ 13F ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ประจำไตรมาส 2 ปี 2026 ของสถาบันการเงินในสหรัฐฯ สะท้อนภาพเงินทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI 'แยกทาง' กันภายในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่และกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์-โครงสร้างพื้นฐาน AI การถือครองหุ้นกลุ่มแมกนิฟิเซนต์เซเว่น (Magnificent Seven) มีทั้งสถาบันที่ลดและเพิ่มสัดส่วนในเวลาเดียวกัน ขณะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์มีสัดส่วนสถาบันที่ซื้อสุทธิสูงกว่าสถาบันที่ขายสุทธิ
รอยเตอร์ (Reuters) วิเคราะห์แบบฟอร์ม 13F จำนวน 6,371 ฉบับที่ยื่นต่อ SEC พบว่าสถาบัน 44% ลดการถือครองหุ้นกลุ่มแมกนิฟิเซนต์เซเว่น ขณะที่ 42% เพิ่มสัดส่วนหรือเข้าซื้อใหม่ ในกลุ่มหุ้นซอฟต์แวร์รายใหญ่ สัดส่วนสถาบันที่ขายสุทธิอยู่ที่ 28.2% สูงกว่าฝั่งซื้อสุทธิที่ 26.3% ส่วนกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์มีสถาบันซื้อสุทธิ 48% เทียบกับฝั่งขายสุทธิ 34.5%
13F คือแบบรายงานที่สถาบันการเงินในสหรัฐฯ ต้องยื่นต่อ SEC เพื่อเปิดเผยหลักทรัพย์ที่เข้าข่าย ณ วันสิ้นไตรมาส โดย SEC กำหนดเส้นตายการยื่นไว้ที่ 45 วันหลังสิ้นไตรมาส สำหรับไตรมาส 2 ปี 2026 วันฐานข้อมูลคือ 30 มิถุนายน และเส้นตายยื่นแบบอยู่ที่ 14 สิงหาคม
ข้อมูล 13F แสดงเฉพาะหุ้นและออปชันบางส่วนที่ถือครอง ณ วันสิ้นไตรมาส แต่ไม่ครอบคลุมสถานะขายชอร์ตหรือโพซิชันที่ไม่ต้องรายงานทั้งหมด เมื่อบวกกับช่วงเวลาห่าง 45 วัน จึงไม่ควรอ่านเป็นสถานะปัจจุบันหรือสัญญาณซื้อขายรายวัน แต่เหมาะกับการใช้ดูโครงสร้างพอร์ตของสถาบันในวันสิ้นไตรมาสมากกว่า
ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดในรอบนี้คือมุมมองที่เคยมอง AI เป็น 'กลุ่มก้อนเดียว' เริ่มจางลง หุ้นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่บางตัวถูกทำกำไรและปรับสัดส่วนลง ขณะที่หุ้นเซมิคอนดักเตอร์และดาต้าเซ็นเตอร์ยังคงมีแรงซื้อสุทธิเป็นส่วนใหญ่
กระแสนี้มีความหมายต่อนักลงทุนคริปโตในไทยเช่นกัน เพราะ 13F เป็นข้อมูลที่ช่วยติดตามกระแสเงินทุนสถาบันได้แม้จะล่าช้ากว่าความเป็นจริง และความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ก็เชื่อมโยงกับการปรับธุรกิจของบริษัทเหมืองขุดคริปโตและดาต้าเซ็นเตอร์โดยตรง
เบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ (Berkshire Hathaway, $BRK.B) เพิ่มการถือครองอัลฟาเบท (Alphabet, $GOOGL) ในไตรมาส 2 เป็นราว 106 ล้านหุ้น เพิ่มขึ้นราว 48.1 ล้านหุ้นจากสิ้นไตรมาสแรก พร้อมเพิ่มสัดส่วนหุ้นเดลตาแอร์ไลน์ (Delta Air Lines) และกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างที่อยู่อาศัยด้วย
การเคลื่อนไหวนี้ต่างจากการไล่ตามหุ้นตัวหลักของ AI เพียงอย่างเดียว และอ่านได้ว่าเป็นการคำนวณใหม่ถึงผลกระทบของ AI ต่อธุรกิจเดิมของอัลฟาเบททั้งด้านค้นหา โฆษณา และคลาวด์
ไทเกอร์โกลบอล (Tiger Global) เดินสวนทาง รอยเตอร์รายงานว่าไทเกอร์โกลบอลลดการถือครองอัลฟาเบทลง 45.4% เหลือราว 5.8 ล้านหุ้น พร้อมลดสัดส่วนไมโครซอฟท์ (Microsoft, $MSFT) เอ็นวิเดีย (Nvidia, $NVDA) และเมตา (Meta, $META) ขณะเดียวกันก็เพิ่มการถือครองอินเทล (Intel, $INTC)
ข้อมูล 13F ที่เปิดเผยต่อสาธารณะยังชี้ว่าไทเกอร์โกลบอลเข้าซื้อเอเอ็มดี (AMD, $AMD) และเซเรบรัส (Cerebras) เป็นครั้งแรก การลดสัดส่วนหุ้น AI ตัวหลักจึงไม่ได้แปลว่าถอนความเสี่ยงด้าน AI ออกทั้งหมด
เธิร์ดพอยต์ (Third Point) ขายหุ้นเอ็นวิเดีย บรอดคอม (Broadcom, $AVGO) เคแอลเอ (KLA, $KLAC) แลมรีเสิร์ช (Lam Research, $LRCX) และกองทุน VanEck Semiconductor ETF (SMH) ออกจากพอร์ต พร้อมเปิดสถานะใหม่ในวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ดิสคัฟเวอรี (Warner Bros. Discovery, $WBD) จำนวน 20 ล้านหุ้น มูลค่า 533 ล้านดอลลาร์ ทำให้กลายเป็นหุ้นสหรัฐฯ ที่เปิดเผยต่อสาธารณะที่ถือครองมากที่สุดของกองทุน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน
ขณะเดียวกันเธิร์ดพอยต์ก็เพิ่มสัดส่วนอัลฟาเบทและ TSMC ($TSM) กล่าวคือแม้จะลดหุ้นเซมิคอนดักเตอร์บางตัวลง แต่ยังคงเปิดรับความเสี่ยงในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่และฝั่งโรงหล่อชิปไว้
ดูเควนแฟมิลีออฟฟิศ (Duquesne Family Office) ของสแตนลีย์ ดรักเคนมิลเลอร์ (Stanley Druckenmiller) ก็แยกหุ้นภายในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เช่นกัน ไตรมาส 2 ดูเควนขายบรอดคอมและไมครอน (Micron, $MU) ออก แล้วดันให้ TSMC และเอสที ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (STMicroelectronics, $STM) กลายเป็นหุ้นถือครองหลัก พร้อมเข้าซื้อหรือเพิ่มสัดส่วนอัลฟาเบท เอเอ็มดี และพาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ (Palo Alto Networks, $PANW)
ใจความสำคัญของ 13F รอบนี้ไม่ใช่การลดเงินลงทุนใน AI แต่เป็นการ 'คัดเลือกที่เข้มข้นขึ้น' ข้อมูล 13F ก่อนหน้านี้ก็เคยแสดงให้เห็นว่าความระมัดระวังต่อหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่และซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้น ขณะที่เม็ดเงินยังคงอยู่ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ค่อนข้างมาก รอบนี้การเปลี่ยนแปลงการถือครองของเบิร์กเชียร์ ไทเกอร์โกลบอล เธิร์ดพอยต์ และดูเควนแฟมิลีออฟฟิศ สะท้อนแนวโน้มดังกล่าวในระดับรายหุ้นชัดเจนขึ้น
ข้อมูล 13F เพียงอย่างเดียวไม่สามารถชี้ชัดสถานะปัจจุบันหรือทิศทางราคาในอนาคตได้ แต่ข้อมูลไตรมาส 2 แสดงให้เห็นว่าเงินทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ไม่ได้ไหลออกพร้อมกันทั้งหมด หากแต่มีการปรับโครงสร้างการถือครองระหว่างหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และสินทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวกับ AI ความเปลี่ยนแปลงการถือครองในไตรมาส 3 จะปรากฏในแบบ 13F ฉบับถัดไปซึ่งมีเส้นตายยื่นภายในวันที่ 16 พฤศจิกายน
ความคิดเห็น 0