อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง กำลังเป็นสัญญาณเตือนว่าดัชนี S&P500 อาจเผชิญการปรับฐานราว 15-20% หากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 10 ปี ขยับใกล้ระดับ 5% แรงกดดันจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้นกำลังบีบทั้งหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและความคาดหวังต่อการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมกัน ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมต้องแบกรับต้นทุนส่วนลดที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
บิสิเนสอินไซเดอร์ (Business Insider) รายงานเมื่อวันที่ 23 (เวลาท้องถิ่น) ว่า ฟิลิป คอลมาร์ (Phillip Colmar) พาร์ตเนอร์ฝ่ายกลยุทธ์ระดับโลกของ MRB Partners ระบุในรายงานถึงลูกค้าว่าการที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวปรับขึ้น กำลังผลักตลาดหุ้นเข้าใกล้ 'ช่วงก่อนเกิดการลดความเสี่ยง' อย่างมีนัยสำคัญ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ทะลุ 4.7% ไปแล้วในสัปดาห์นี้ ขณะที่พันธบัตรอายุ 30 ปี ขึ้นไปเหนือ 5.2% โดยปัจจัยที่ผลักดันดอกเบี้ยระยะยาวให้สูงขึ้น ได้แก่ หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น แนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากความตึงเครียดทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
คอลมาร์ระบุว่า หากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปี ขยับเข้าใกล้ 5% ดัชนี S&P500 มี 'ความเสี่ยง' ที่จะปรับตัวลงถึง 15-20% เขากล่าวว่า "หากดอกเบี้ยยังคงปรับขึ้นต่อเนื่องและไม่มีสัญญาณหยุด เหตุการณ์ลดความเสี่ยงอาจเริ่มต้นได้ตั้งแต่ระดับต่ำกว่า 5%" คำเตือนนี้เป็นมุมมองส่วนบุคคลของนักกลยุทธ์รายหนึ่ง ไม่ใช่ตัวเลขที่ยืนยันแล้วว่าจะเกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ตาม คอลมาร์ไม่ได้ให้ตัวเลขคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยในอนาคตอย่างชัดเจน พร้อมระบุว่าในระยะนี้ยังคงยึดจุดยืนการลงทุนที่เน้นหุ้นเติบโตต่อไป
คำว่า 'การลดความเสี่ยง' (Derisking) หมายถึงพฤติกรรมที่นักลงทุนลดสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งในตลาดหุ้นมักปรากฏในรูปแบบการลดโพสิชันที่ใช้เลเวอเรจ หรือลดน้ำหนักหุ้นเติบโตลง เมื่อปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย และสภาพคล่องเริ่มแย่ลง
ประเด็นสำคัญคือดอกเบี้ยระยะยาวไม่ได้เป็นเพียงตัวแปรในตลาดพันธบัตรเท่านั้น นักลงทุนมักมองอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวเป็นผลตอบแทนที่แทบไม่มีความเสี่ยง แล้วนำไปเปรียบเทียบกับผลตอบแทนที่คาดหวังจากหุ้น เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น อัตราส่วนลดที่ใช้แปลงกำไรในอนาคตให้เป็นมูลค่าปัจจุบันก็สูงขึ้นตาม และผลตอบแทนที่ตลาดเรียกร้องจากหุ้นเติบโตก็เพิ่มขึ้นไปด้วย
แรงกดดันนี้อาจรุนแรงกว่าในกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปัจจุบันได้สะท้อนความคาดหวังระยะยาวว่า AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพไว้ค่อนข้างมากแล้ว ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างศูนย์ข้อมูลและเซมิคอนดักเตอร์ ต้องใช้เงินทุนก้อนใหญ่
เมื่อต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ระยะเวลาคืนทุนของการลงทุนก็ยืดออกไป และอาจสร้างแรงกดดันให้ต้องปรับลดคาดการณ์กำไรของบริษัทตามมา คอลมาร์กล่าวว่า "นี่อาจเป็นธีมการลงทุนที่ดีได้ แต่เมื่อความคาดหวังพุ่งสูงเกินไปจนไม่สามารถตอบสนองได้ ในที่สุดก็จะเกิดช่องว่างขึ้น"
อีกประเด็นที่ตลาดตีความแตกต่างกันคือ การขยายวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ โดยสกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่าจะขยายขนาดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว เพื่อลดปริมาณพันธบัตรที่หมุนเวียนอยู่ในตลาด
ก่อนหน้านี้ TokenPost รายงานว่ากระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขยายเพดานวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวต่อครั้งจาก 2,000 ล้านดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ โดยการเปลี่ยนแปลงนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ถึง 4 พฤศจิกายน
แต่คอลมาร์ชี้ว่ามาตรการดังกล่าวอาจถูกตีความเป็นความพยายามกดดันดอกเบี้ยให้ต่ำลง มากกว่าการแก้ปัญหาที่ต้นตอ ซึ่งก็คือความกังวลด้านเงินเฟ้อที่เป็นสาเหตุหลักของดอกเบี้ยระยะยาวที่พุ่งขึ้น เขากล่าวว่า "ตลาดสามารถรับรู้ได้ถึงความตื่นตระหนก" พร้อมอธิบายว่าการที่กระทรวงการคลังเดินหน้าขยายวงเงินซื้อคืนโดยไม่มีการประสานนโยบายร่วมกับธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจยิ่งเพิ่มความไม่มั่นใจให้กับตลาด
สำหรับนักลงทุน อัตราดอกเบี้ยระยะยาวถือเป็นตัวแปรที่ต้องจับตาทั้งในตลาดหุ้นและสินทรัพย์ดิจิทัลไปพร้อมกัน ก่อนหน้านี้ TokenPost รายงานว่าดอกเบี้ยระยะยาวส่งผลกระทบพร้อมกันทั้งอัตราส่วนลดของหุ้นเทคโนโลยีและสินทรัพย์เสี่ยง ต้นทุนการระดมทุนของบริษัท และกระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติ
บิตคอยน์(BTC) และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ มักถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงที่ไม่มีดอกเบี้ยหรือเงินปันผล จึงมักถูกพูดถึงในแง่ 'ต้นทุนค่าเสียโอกาส' เมื่อดอกเบี้ยระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ระบุชัดเจนว่าการปรับขึ้นของดอกเบี้ยระยะยาวรอบนี้ ส่งผลโดยตรงต่อราคาบิตคอยน์(BTC) มากน้อยเพียงใด
สิ่งที่ยืนยันได้ในขณะนี้คือ การปรับขึ้นของดอกเบี้ยระยะยาวสหรัฐฯ ภาระต้นทุนการลงทุนด้าน AI และคำเตือนเรื่องความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปรับฐาน ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวโยงกันอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน จากนี้ตลาดจะจับตาว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี จะขยับเข้าใกล้ 5% หรือไม่ และมาตรการขยายวงเงินซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน จะช่วยพยุงดอกเบี้ยระยะยาวให้นิ่งขึ้นได้จริงหรือไม่
ความคิดเห็น 0