ค่าเงินวอนที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนเศษที่ผ่านมา กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อผลประกอบการของซัมซุงไบโอโลจิกส์(Samsung Biologics, 207940) และเซลทริออน(Celltrion, 068270) เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีสัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศสูง ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐฯ-วอนที่ลดลงอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อกำไรก่อนภาษี
สำนักข่าว Yonhap Infomax รายงานเมื่อวันที่ 24 ว่า อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์-วอนซึ่งเคยขึ้นไปแตะระดับ 1,559.20 วอนระหว่างวันเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ได้ปรับตัวลงมาต่ำกว่าระดับ 1,400 วอนระหว่างวันในวันที่ 19 ก่อนจะปิดตลาดที่ 1,386.00 วอนในวันที่ 21 การแข็งค่าของเงินวอนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนเศษที่ผ่านมา ทำให้ประเด็นการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนของบริษัทที่พึ่งพาการส่งออกสูงกลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง
เมื่อค่าเงินวอนแข็งขึ้น รายได้ที่บริษัทรับเป็นดอลลาร์จะถูกแปลงกลับมาเป็นวอนในบัญชีด้วยมูลค่าที่ลดลง ยิ่งบริษัทที่ผลิตในประเทศแต่พึ่งพายอดขายจากลูกค้าต่างประเทศเป็นหลัก การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนก็ยิ่งส่งผลต่อกำไรขาดทุนมากขึ้น แม้ยอดขายจะอยู่ในระดับเดิมก็ตาม
ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ซัมซุงไบโอโลจิกส์และเซลทริออนมีสัดส่วนยอดขายต่างประเทศตามงบการเงินรวมอยู่ที่ 83.3% และ 72.6% ตามลำดับ ด้วยโครงสร้างที่ผลิตในประเทศแต่สร้างยอดขายจากลูกค้าต่างประเทศเป็นหลักเช่นนี้ ยิ่งเงินวอนแข็งค่าขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งกดดันรายได้และกำไรที่แปลงกลับมาเป็นเงินวอนมากขึ้นเท่านั้น
ตามรายงานประจำครึ่งปีของซัมซุงไบโอโลจิกส์ที่เปิดเผยผ่านระบบเปิดเผยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานกำกับดูแลการเงินเกาหลีใต้ ระบุว่า ณ สิ้นครึ่งปีแรกของปีนี้ หากตัวแปรอื่นคงที่และอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์-วอนปรับขึ้น 10% กำไรก่อนภาษีของบริษัทจะเพิ่มขึ้น 62,500 ล้านวอน ในทางกลับกัน หากอัตราแลกเปลี่ยนปรับลง 10% กำไรก่อนภาษีจะลดลงในจำนวนเท่ากันคือ 62,500 ล้านวอน
ด้านเซลทริออนไม่ได้เปิดเผยตัวเลขความอ่อนไหวต่ออัตราแลกเปลี่ยนแยกไว้ในรายงานประจำครึ่งปีของปีนี้ แต่จากงบการเงินรวม ณ สิ้นปีที่แล้ว หากตัวแปรอื่นคงที่และอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์-วอนปรับขึ้น 8% กำไรก่อนภาษีจะเพิ่มขึ้น 68,600 ล้านวอน และหากปรับลง 8% กำไรก่อนภาษีก็จะลดลงในจำนวนเท่ากัน
ตัวเลขความอ่อนไหวของทั้งสองบริษัทเป็นเพียงดัชนีอ้างอิงที่แสดงทิศทางผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนต่อกำไรขาดทุนเท่านั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อผลประกอบการยังขึ้นอยู่กับจังหวะการรับรู้รายได้ สกุลเงินที่ใช้ชำระเงิน ขนาดของสินทรัพย์และหนี้สินที่เป็นเงินตราต่างประเทศ รวมถึงการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละบริษัท
เซลทริออนชี้แจงว่า บริษัทติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทุกวัน และบริหารความเสี่ยงด้วยวิธี ‘ลีดแอนด์แล็ก’ (Lead and Lag) ควบคู่กับการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน โดยลีดแอนด์แล็กคือการปรับจังหวะการจ่ายหรือรับเงินตราต่างประเทศให้เร็วขึ้นหรือช้าลง เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
ตัวอย่างเช่น หากคาดว่าอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์-วอนจะปรับขึ้น บริษัทผู้ส่งออกอาจเลื่อนการขายเงินดอลลาร์ออกไป แต่หากคาดว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะปรับลง ก็อาจเร่งขายเงินดอลลาร์ให้เร็วขึ้น วิธีนี้เป็นการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนผ่านการปรับจังหวะกระแสเงินสดโดยไม่ต้องใช้ตราสารอนุพันธ์
งบแสดงฐานะการเงิน ณ สิ้นครึ่งปีแรกของเซลทริออนระบุสินทรัพย์อนุพันธ์ 45.86 ล้านวอน และหนี้สินอนุพันธ์ 8,800 ล้านวอน ซึ่งเป็นสัญญาประเภทฟอร์เวิร์ดเงินตราต่างประเทศ(Currency Forward) และออปชันเงินตราต่างประเทศ(Currency Option) โดยฟอร์เวิร์ดเงินตราต่างประเทศคือสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าในอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ส่วนออปชันเงินตราต่างประเทศคือสิทธิในการซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้
ขณะที่ซัมซุงไบโอโลจิกส์ยังไม่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่าใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมากน้อยเพียงใดในปัจจุบัน โดยบริษัทชี้แจงว่าได้วางแผนไว้ว่าหากพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเป็นต้องป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ก็สามารถบริหารจัดการผ่านสัญญาฟอร์เวิร์ดเงินตราต่างประเทศและเครื่องมืออื่นๆ ได้
เงินวอนที่แข็งค่าขึ้นอาจช่วยลดภาระต้นทุนของบริษัทที่นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ แต่ในทางกลับกันก็เป็นปัจจัยที่เพิ่มความอ่อนไหวของกำไรขาดทุนสำหรับบริษัทที่มีสัดส่วนยอดขายต่างประเทศสูงอย่างซัมซุงไบโอโลจิกส์และเซลทริออน
ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนต่อทั้งสองบริษัทในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์-วอน และวิธีบริหารความเสี่ยงของแต่ละบริษัท โดยผลประกอบการงวดถัดไปของทั้งสองบริษัทจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่แสดงให้เห็นทั้งสัดส่วนยอดขายต่างประเทศและผลกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนไปพร้อมกัน
ความคิดเห็น 0