ดีบี อินชัวรันส์(DB Insurance) บริษัทประกันวินาศภัยรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ประกาศแผนยกระดับมูลค่าองค์กรระยะกลางถึงยาว ตั้งเป้าอัตราคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้น (Shareholder Return Ratio) แบบรวมงบการเงิน (Consolidated) ที่ 40% และแบบเฉพาะบริษัท (Separate) ที่ 50% ภายในปี 2030 พร้อมทั้งวางแนวทางเพิ่มเงินปันผลต่อหุ้นปีละอย่างน้อย 10%
เมื่อวันที่ 28 (เวลาท้องถิ่น) ดีบี อินชัวรันส์เปิดเผยแผนยกระดับมูลค่าองค์กรระยะกลางถึงยาวฉบับนี้ โดยระบุว่าจะเน้นขยายผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นผ่านการเพิ่มกำไรที่จ่ายปันผลได้และประสิทธิภาพการใช้เงินทุน มากกว่าการขยายขนาดธุรกิจในระยะสั้น ทั้งนี้ เป้าหมายเดิมที่เคยตั้งไว้คืออัตราคืนกำไรแบบเฉพาะบริษัทที่ 35% ภายในปี 2028 แต่แผนใหม่ปรับเพิ่มเป็น 40% แบบรวมงบการเงิน และ 50% แบบเฉพาะบริษัท ภายในปี 2030
จุดที่น่าสนใจของแผนนี้คือการแยกบริหาร 'แหล่งเงินสำหรับจ่ายปันผล' ออกจากเป้าหมายการเพิ่มเงินปันผลอย่างชัดเจน บริษัทนำตัวชี้วัดใหม่ที่เรียกว่า DCR (Dividend Coverage Ratio) ซึ่งคำนวณจากกำไรที่จ่ายปันผลได้หารด้วยเงินปันผลที่คาดว่าจะจ่าย มาใช้ควบคู่กับอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนตามความเสี่ยง หรือ 'คิกส์' (K-ICS)
คิกส์เป็นตัวชี้วัดที่แสดงความสามารถของบริษัทประกันในการรองรับความเสียหายที่ไม่คาดคิด เนื่องจากบริษัทประกันมีภาระผูกพันระยะยาวในการจ่ายเงินสินไหมให้ผู้เอาประกัน การขยายเงินปันผลจึงต้องดำเนินไปพร้อมกับการบริหารความมั่นคงของเงินกองทุนเสมอ
ดีบี อินชัวรันส์ระบุว่าจะเดินหน้าตามเป้าหมายคืนกำไรผู้ถือหุ้นต่อไป ตราบใดที่คิกส์อยู่ในช่วง 150-220% และ DCR อยู่ในช่วง 100-400% ส่วนกรณีที่อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ต่ำกว่าต้นทุนเงินทุน (COE) หรือกรณีที่คิกส์เกิน 220% และ DCR เกิน 400% พร้อมกัน บริษัทจะทบทวนศักยภาพในการคืนกำไรเพิ่มเติมและพิจารณาคืนกำไรส่วนเพิ่มให้ผู้ถือหุ้น
บริษัทยังกำหนด 'เส้นความปลอดภัย' แยกไว้สำหรับความมั่นคงของเงินกองทุนและแหล่งเงินปันผล โดยตั้งเส้นความปลอดภัยของคิกส์ไว้ที่ 180% ซึ่งเป็นตัวเลขที่บวกเพิ่มจากระดับ 150% ที่ถือว่าเข้าสู่ภาวะวิกฤตเงินทุน อีก 30 จุดเปอร์เซ็นต์ เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดและมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต
ส่วนเส้นความปลอดภัยของ DCR ตั้งไว้ที่ 200% สะท้อนแนวคิดที่จะตรวจสอบแยกต่างหากว่าแหล่งเงินที่มีอยู่รองรับเงินปันผลที่คาดว่าจะจ่ายได้มากน้อยเพียงใด เพื่อให้การขยายเงินปันผลไม่ใช่เพียงนโยบายชั่วคราว แต่มีกรอบการบริหารที่ชัดเจนรองรับ
นอกจากนี้ บริษัทยังวางเกณฑ์บริหารประสิทธิภาพเงินทุนเพิ่มเติม โดยยึด ROE เป็นตัวชี้วัดหลัก และตั้งเป้ารักษาส่วนต่างกับ COE ไว้ไม่ต่ำกว่า 2 จุดเปอร์เซ็นต์
สำหรับกรมธรรม์ใหม่และการลงทุนใหม่ในสินทรัพย์ บริษัทจะใช้ตัวชี้วัด ROR ซึ่งวัดผลตอบแทนเทียบกับเงินกองทุนที่ต้องกันไว้ตามความเสี่ยง โดยกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ 200% ส่วนธุรกิจใหม่จะใช้ ROI ซึ่งวัดกำไรหลังหักต้นทุนเงินทุนเทียบกับเงินลงทุนจริงที่ใช้ไป
ในด้านกลยุทธ์ธุรกิจ บริษัทเน้นเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักควบคู่กับการเติบโตอย่างสมดุล พร้อมประกาศจะผลักดัน 'โพเทกรา' (Protégé) ให้เป็นเครื่องยนต์การเติบโตในตลาดโลก
ด้านการสื่อสารกับตลาด บริษัทจะให้ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) เป็นผู้นำการประชุมทางโทรศัพท์แถลงผลประกอบการรายไตรมาสด้วยตนเองมากขึ้น พร้อมเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้บริหารระดับ C-Level และกรรมการอิสระในกิจกรรมโรดโชว์และการประชุมนักลงทุน
นัม ซึงฮยอง(Nam Seung-hyeong) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) ของดีบี อินชัวรันส์ กล่าวว่า "มูลค่าของผู้ถือหุ้นไม่ควรเป็นเพียงผลลัพธ์ที่หลงเหลือจากการบริหารงาน แต่ต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจด้านการเติบโตและการจัดสรรเงินทุน" พร้อมระบุว่า "บริษัทจะเดินหน้าตามแผนด้วยผลงานที่ยั่งยืน ไม่ใช่การขยายขนาดในระยะสั้น เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้เอาประกันควบคู่ไปกับการตอบสนองความคาดหวังของผู้ถือหุ้น" คำกล่าวนี้สะท้อนแนวทางที่บริษัทต้องการบริหารทั้งการขยายเงินปันผลและการคุ้มครองผู้เอาประกันไปพร้อมกัน
แผนของดีบี อินชัวรันส์สอดคล้องกับกระแสของบริษัทจดทะเบียนในเกาหลีใต้ที่ทยอยเปิดเผยแผนยกระดับมูลค่าองค์กร ซึ่งผูกเป้าหมายคืนกำไรผู้ถือหุ้นเข้ากับตัวชี้วัดประสิทธิภาพเงินทุนมากขึ้น ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานเกี่ยวกับมุมมองที่ว่าศักยภาพในการคืนกำไรของบริษัทเกาหลีใต้กำลังขยายตัว
อย่างไรก็ตาม แผนฉบับนี้ยังไม่ได้หมายความว่าการจ่ายเงินปันผลจะเกิดขึ้นตามตัวเลขที่ประกาศโดยอัตโนมัติ การดำเนินการจริงยังขึ้นอยู่กับขนาดกำไรในอนาคต อัตราส่วนเงินกองทุน และมติของคณะกรรมการบริษัทในแต่ละรอบ
ความคิดเห็น 0