สเตเบิลคอยน์ยังมี 'ความน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ' ที่จะใช้เป็นเครื่องมือชำระเงินขนาดใหญ่ ตามความเห็นของผู้บริหารระดับสูงของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ
สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อวันที่ 28 (เวลาท้องถิ่น) ว่า ปาโบล เอร์นันเดซ เด โกส(Pablo Hernández de Cos) ผู้ว่าการธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ(BIS - Bank for International Settlements) กล่าวในงานสัมมนานโยบายเศรษฐกิจที่เมืองแจ็กสันโฮล(Jackson Hole) รัฐไวโอมิง สหรัฐอเมริกา ว่าสเตเบิลคอยน์ยังไม่น่าเชื่อถือพอสำหรับการเป็นเครื่องมือชำระเงินขนาดใหญ่ พร้อมระบุว่า 'เงินฝากแบบโทเคน' (tokenized deposits) เป็นแนวทางที่น่าเชื่อถือกว่าในการนำเทคโนโลยีโทเคนไนเซชันมาใช้งานจริง
เอร์นันเดซ เด โกส กล่าวเพิ่มเติมว่า สเตเบิลคอยน์กับเงินฝากแบบโทเคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่การชำระเงินในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ควรเป็นบทบาทของเงินฝากแบบโทเคน ขณะที่สเตเบิลคอยน์เหมาะกับการใช้งานเฉพาะทางมากกว่า ด้านธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศระบุในถ้อยแถลงเดียวกันว่า เงินฝากแบบโทเคนเป็นเส้นทางที่ตรงไปตรงมากว่าในการใช้ประโยชน์จากโทเคนไนเซชัน เพราะยังคงรักษาโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินเดิมที่อิงกับเงินธนาคารกลางเอาไว้ได้
Reuters รายงานว่า เอร์นันเดซ เด โกส ระบุว่าสเตเบิลคอยน์อาจช่วยเพิ่มความต้องการพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐได้ แต่หากเงินฝากไหลออกจากธนาคารไปสู่สเตเบิลคอยน์ ต้นทุนการระดมทุนของธนาคารอาจปรับตัวสูงขึ้น และอาจส่งผลให้ผู้กู้ยืมทั่วไปต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นตามไปด้วย
ความคิดเห็น 0