ธนาคารกลางอินเดีย(Reserve Bank of India, RBI) สั่งให้ธนาคารพาณิชย์หันมาใช้ระบบพิจารณาสินเชื่อบนฐาน 'ข้อมูลดิจิทัล' และการปล่อยกู้แบบผูกสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้ามากขึ้น ในการปล่อยสินเชื่อให้วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย(MSME) พร้อมสั่งขยายทั้งวงเงินกู้ปลอดหลักประกัน ระบบพิจารณาข้อมูลด้วยความยินยอมของผู้กู้ และการใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐไปพร้อมกัน
ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ(Bank for International Settlements, BIS) เผยแพร่คำแถลงของ สัญชัย มัลโหตรา(Sanjay Malhotra) ผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย ในฐานะเอกสารสุนทรพจน์ของธนาคารกลาง โดยมัลโหตราได้กล่าวในพิธีเปิดสัปดาห์วันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสากล(International MSME Day) ที่เมืองโคจิ รัฐเกรละ ของอินเดีย เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ทั้งนี้หน้าเว็บของ BIS ระบุวันที่เผยแพร่เป็นวันที่ 30 มิถุนายน แต่เนื้อหาสุนทรพจน์เองระบุวันที่จัดงานที่โคจิไว้ที่ 22 มิถุนายน
มัลโหตราอธิบายว่า MSME ทั่วโลกคิดเป็นสัดส่วนราว 90% ของธุรกิจทั้งหมด และรองรับการจ้างงานราว 50% สำหรับอินเดียเอง MSME มีสัดส่วนถึง 31% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) ราว 35% ของผลผลิตภาคการผลิต และเกือบครึ่งหนึ่งของการส่งออกสินค้า อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับการดำรงชีพของประชาชนกว่า 32 โกฏิคน(ราว 320 ล้านคน)
รัฐบาลอินเดียเปิดเผยตัวเลขในรายงานสำรวจเศรษฐกิจ(Economic Survey) เดือนมกราคม 2026 ว่าสัดส่วนของ MSME อยู่ที่ 31.1% ของ GDP, 35.4% ของภาคการผลิต, 48.58% ของการส่งออก และรองรับการจ้างงาน 32.82 โกฏิคน(ราว 328.2 ล้านคน) คำกล่าวของมัลโหตราจึงถือเป็นการสั่งการให้ธนาคารปรับวิธีส่งผ่านสินเชื่อ ภายใต้กรอบนโยบายดังกล่าว
ประเด็นสำคัญคือการให้น้ำหนักกับ 'ข้อมูล' มากกว่าหลักประกัน มัลโหตราระบุว่าวงเงินกู้ปลอดหลักประกันสำหรับ MSME ปรับขึ้นจาก 10 ลาขรูปี(1 ล้านรูปี) เป็น 20 ลาขรูปี(2 ล้านรูปี) และผู้ประกอบการที่มีประวัติทางการเงินสม่ำเสมอสามารถกู้ได้สูงสุดถึง 25 ลาขรูปี(2.5 ล้านรูปี) นอกจากนี้ยังกล่าวถึงเครื่องมือสำคัญอื่น ๆ อาทิ การปล่อยสินเชื่อภาคสำคัญตามนโยบาย(Priority Sector Lending), กองทุนค้ำประกันสินเชื่อ, ระบบส่วนลดลูกหนี้การค้า(TReDS), ระบบรวมข้อมูลบัญชี(Account Aggregator), ระบบเชื่อมสินเชื่อรวม(Unified Lending Interface, ULI), การผ่อนปรนกฎเกณฑ์เงินทุนหมุนเวียน และการห้ามเก็บค่าธรรมเนียมชำระคืนก่อนกำหนดสำหรับสินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัวของบุคคลและธุรกิจขนาดเล็ก
ระบบเชื่อมสินเชื่อรวม(ULI) คือโครงสร้างที่รวมข้อมูลดิจิทัลที่จำเป็นต่อการพิจารณาสินเชื่อไว้ในหน้าจอเดียว ภายใต้ความยินยอมของผู้กู้ โดยดึงข้อมูลจากการยื่นภาษีสินค้าและบริการ(GST) ประวัติบัญชีธนาคาร ค่าสาธารณูปโภค และเอกสารที่ดิน เพื่อลดเวลาการยื่นเอกสารและตรวจสอบภาคสนาม มัลโหตราเปรียบเทียบระบบนี้กับระบบชำระเงินรวม(Unified Payments Interface, UPI) ในภาคการชำระเงิน โดยระบุว่าอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงในลักษณะเดียวกันให้กับการเข้าถึงสินเชื่อ
ตัวเลขสินเชื่อของภาคธนาคารก็ถูกเปิดเผยด้วยเช่นกัน ยอดคงค้างสินเชื่อ MSME ของธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ 36.79 ลาขโกฏิรูปี(ราว 36.79 ล้านล้านรูปี) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2025 โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี(CAGR) ในช่วง 5 ปีงบประมาณล่าสุดอยู่ที่ราว 15% ส่วนยอดคงค้างสินเชื่อ MSME ของรัฐเกรละ ณ วันเดียวกันอยู่ที่ 1 ลาขโกฏิรูปี(ราว 1 ล้านล้านรูปี) มีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 13.5%
มัลโหตรากล่าวว่า "อย่ามอง MSME เป็นเพียงภาระตามข้อบังคับ แต่ควรมองเป็น 'พันธมิตรทางธุรกิจ' ในระยะยาว" ซึ่งเป็นการเรียกร้องให้ธนาคารลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ MSME ลงทุนด้านเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา รวมถึงนวัตกรรม สื่อท้องถิ่นของอินเดียตีความคำกล่าวนี้ว่าเป็นสัญญาณให้เปลี่ยนมุมมองจาก 'เป้าหมายการกำกับดูแล' ไปสู่ 'พันธมิตรเพื่อการเติบโต'
รัฐบาลอินเดียเปิดตัวโครงการหลายรายการในงานวันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างเป็นทางการที่กรุงนิวเดลี เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน อาทิ PMEGP 2.0, SAMADHAAN 2.0, พอร์ทัล PMS, MSME Global Mart 2.0, พอร์ทัลทดสอบ MSME และ MSME Idea Hackathon 6.0 พร้อมรองรับภาษาราชการ 22 ภาษา และระบบรับเรื่องร้องเรียนด้วยเสียงที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์(AI)
คำกล่าวครั้งนี้ของมัลโหตราไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีหรือบล็อกเชนโดยตรง แต่ในแง่ที่อินเดียกำลังปรับโครงสร้างระบบสินเชื่อ MSME ให้อยู่บนฐานการพิจารณาข้อมูลด้วยความยินยอมและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ จึงอาจอ่านได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระแส 'การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล' ในภาคการเงินโดยรวม
ความคิดเห็น 0