สิงคโปร์เดินหน้าผลักดันกรอบกำกับดูแล 'สเตเบิลคอยน์สกุลเดียว' (Single-Currency Stablecoin) เข้าสู่กฎหมายว่าด้วยบริการชำระเงินอย่างเป็นทางการ โดยกำหนดให้เฉพาะผู้ออกที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้นที่สามารถใช้ชื่อ 'MAS Regulated Stablecoin' ได้ พร้อมเปิดทางพิจารณาการออกร่วมข้ามพรมแดนและการยอมรับสเตเบิลคอยน์จากต่างประเทศแบบมีเงื่อนไข
หน่วยงานกำกับดูแลการเงินสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore: MAS) เปิดรับฟังความเห็นต่อร่างแก้ไขกฎหมายว่าด้วยบริการชำระเงิน (Payment Services Act) ตั้งแต่วันที่ 1 ที่ผ่านมา (เวลาท้องถิ่น) โดยกำหนดปิดรับความเห็นวันที่ 16 ตุลาคมนี้ เอกสารฉบับนี้เป็นขั้นตอนต่อเนื่องจากกรอบสเตเบิลคอยน์สกุลเดียวที่ MAS สรุปไว้ตั้งแต่ปี 2023 เพื่อยกระดับให้กลายเป็นกฎหมายอย่างสมบูรณ์
ใจความสำคัญของร่างแก้ไขอยู่ที่สเตเบิลคอยน์สกุลเดียวที่ผูกมูลค่ากับดอลลาร์สิงคโปร์หรือสกุลเงินของกลุ่มประเทศ G10 โดย MAS เสนอให้เฉพาะผู้ออกที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้นที่สามารถระบุตนเองและโทเคนว่าเป็น 'MAS Regulated Stablecoin' ส่วนสเตเบิลคอยน์ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของ MAS จะยังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่มโทเคนชำระเงินดิจิทัล (Digital Payment Token: DPT) เหมือนเดิม
สเตเบิลคอยน์ คือ คริปโตที่ออกแบบให้มูลค่าผูกติดกับเงินตราสกุลหลักอย่างดอลลาร์สหรัฐหรือสินทรัพย์อ้างอิงอื่น สามารถนำไปใช้ชำระเงินและชำระบัญชีได้ แต่หากโครงสร้างสินทรัพย์สำรองและการไถ่ถอนไม่โปร่งใส ก็อาจกระทบทั้งการคุ้มครองผู้ใช้และเสถียรภาพทางการเงินไปพร้อมกัน การที่ MAS ผลักดันการคุ้มครอง 'ชื่อเรียก' จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามแบ่งเส้นแบ่งให้ชัดเจนระหว่างเครื่องมือชำระเงินที่ได้รับอนุญาตกับสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วไป
เกณฑ์ที่ MAS กำหนดให้ผู้ออกต้องปฏิบัติตาม ครอบคลุมทั้งความมั่นคงของมูลค่า ข้อกำหนดด้านเงินทุน การไถ่ถอนตามมูลค่าที่ตราไว้ และข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูล ฝั่งการวิเคราะห์ทางกฎหมายจาก Reed Smith และ Gibson Dunn ระบุตรงกันว่า หลักการสำรองสินทรัพย์ 100% และการไถ่ถอนภายใน 5 วันทำการตามกรอบปี 2023 ยังคงถูกรักษาไว้เป็นแกนหลัก
จุดที่เปลี่ยนไปจากเดิมในร่างฉบับนี้คือเรื่องการออกข้ามพรมแดน MAS เสนอให้พิจารณายอมรับโครงสร้างที่ผู้ออกในสิงคโปร์ร่วมออกสเตเบิลคอยน์กับผู้ออกต่างประเทศแบบมีเงื่อนไข พร้อมเปิดทางยอมรับสเตเบิลคอยน์บางส่วนที่ออกในต่างประเทศแบบจำกัด หากอยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่เทียบเคียงกันได้
ประเด็นนี้ต่างจากกรอบปี 2023 ที่เน้นเฉพาะการออกภายในสิงคโปร์เป็นหลัก ตอนนั้น MAS สรุปกรอบสุดท้ายโดยโฟกัสที่สเตเบิลคอยน์สกุลเดียวซึ่งออกในสิงคโปร์และผูกมูลค่ากับดอลลาร์สิงคโปร์หรือสกุลเงินกลุ่ม G10 เท่านั้น ขณะที่ร่างปี 2026 นำกรอบดังกล่าวมาตรึงไว้ในกฎหมาย พร้อมเปิดช่องความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงกับกรอบกำกับดูแลต่างประเทศเพิ่มเติม
นอกจากนี้ยังมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงเพิ่มเติมที่ถูกเสนอเข้ามาในการหารือ ได้แก่ การห้ามจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ถือสเตเบิลคอยน์ที่อยู่ภายใต้การกำกับ การทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) เป็นระยะ แผนฟื้นฟูกิจการและแผนถอนตัวออกจากธุรกิจอย่างเป็นระบบ รวมถึงข้อบังคับคุ้มครองเงินของลูกค้าตั้งแต่ก่อนออกโทเคน พร้อมทั้งพิจารณาศักยภาพทางเทคนิคในการติดตาม อายัด และทำลายสเตเบิลคอยน์ที่ถูกนำไปใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย
โฮ เฮิร์น ชิน (Ho Hern Shin) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายกำกับดูแลสถาบันการเงินของ MAS ระบุในแถลงการณ์ว่า 'การแก้ไขกฎหมายที่เสนอในครั้งนี้จะช่วยให้กรอบสเตเบิลคอยน์มีผลบังคับใช้จริง และส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงินที่มีความรับผิดชอบ' เธอยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ท่ามกลางกระแสการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเคน (Tokenization) ที่ขยายตัวต่อเนื่อง สเตเบิลคอยน์ที่น่าเชื่อถือและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่ดี สามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ชำระเงินในตลาดการเงินที่ผ่านการแปลงเป็นโทเคนได้
ฝั่งนักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมมองว่าร่างฉบับนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มความเข้มงวดของกฎระเบียบ แต่เป็นการจัดวางโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินให้เข้าสู่ระบบสถาบันการเงินมากขึ้น Ledger Insights ตีความว่านี่คือจุดเปลี่ยนของการหารือเรื่องการออกสเตเบิลคอยน์ข้ามประเทศ ขณะที่ Central Banking และ Gibson Dunn มองว่าเป็นขั้นตอนที่นำกรอบปี 2023 มาบัญญัติเป็นกฎหมาย พร้อมขยายขอบเขตการยอมรับสเตเบิลคอยน์จากต่างประเทศให้กว้างขึ้น
อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้ยังเป็นเพียงขั้นตอนรับฟังความเห็น ไม่ใช่การบังคับใช้ขั้นสุดท้าย ทั้งเรื่องการออกร่วมข้ามประเทศ การยอมรับโทเคนที่ออกในต่างประเทศ และการกำหนดให้เป็นสเตเบิลคอยน์ที่มีความสำคัญเชิงระบบ (Systemic Stablecoin) ล้วนยังอยู่ในสถานะข้อเสนอแบบมีเงื่อนไขทั้งสิ้น โครงสร้างการอนุญาตจริงและขอบเขตการบังคับใช้จะถูกกำหนดให้ชัดเจนอีกครั้งในกฎหมายฉบับจริงและระเบียบย่อยหลังปิดรับฟังความเห็น
ประเด็นสำคัญคือสิงคโปร์กำลังมองสเตเบิลคอยน์ไม่ใช่แค่สินทรัพย์ดิจิทัลทั่วไป แต่เป็นเครื่องมือชำระเงินในโครงสร้างพื้นฐานการเงินที่ผ่านการแปลงเป็นโทเคน ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่า สถาบันการเงินรายใหญ่ของสิงคโปร์และอังกฤษเปิดเผยความเคลื่อนไหวพร้อมกันในการนำสเตเบิลคอยน์และหุ้นที่แปลงเป็นโทเคนเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานการเงินในระบบ ร่างฉบับนี้ถือเป็นอีกขั้นที่ทำให้กรอบกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์สกุลเดียวของสิงคโปร์ชัดเจนขึ้นในรูปแบบตัวบทกฎหมาย
MAS จะรวบรวมความเห็นจนถึงวันที่ 16 ตุลาคม ก่อนนำไปสรุปเป็นรายละเอียดที่จะบรรจุในร่างกฎหมายและระเบียบย่อยต่อไป ทิศทางสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับว่าเกณฑ์การขอใบอนุญาตผู้ออก ขอบเขตการยอมรับกรอบกำกับดูแลจากต่างประเทศ และมาตรการคุ้มครองผู้ใช้งาน จะถูกกำหนดออกมาในระดับใด
ความคิดเห็น 0