บิตคอยน์(BTC) ปรับตัวขึ้นจากช่วง 60,000 ดอลลาร์ไปแตะ 80,000 ดอลลาร์ โดยระหว่างทางนักลงทุนรายใหญ่มีพฤติกรรม 'สะสม' เหรียญมากกว่าเทขาย ตามการวิเคราะห์ข้อมูลออนเชน (On-chain) ล่าสุด
เมื่อวันที่ 6 (เวลาท้องถิ่น) สื่อ BlockBeats รายงานอ้างอิงบทวิเคราะห์ของ เมอร์ฟี (Murphy) นักวิเคราะห์ข้อมูลออนเชน ระบุว่าคะแนนแนวโน้มการสะสม (Accumulation Trend Score) ของ BTC ยังคงอยู่ในโซน 'สีดำ' ตลอดช่วงขาขึ้นรอบนี้ ซึ่งเมอร์ฟีตีความว่าเป็นสัญญาณว่านักลงทุนรายใหญ่ซื้อสุทธิต่อเนื่องในช่วง 30 วันที่ผ่านมา
คะแนนแนวโน้มการสะสมเป็นดัชนีที่ใช้วัดว่าผู้ถือครองรายใหญ่บนเครือข่ายออนเชนเพิ่มหรือลดปริมาณเหรียญที่ถืออยู่ หากคะแนนเข้าใกล้ 1 หมายถึงผู้ถือรายใหญ่หรือกลุ่มที่มีสัดส่วนถือครองสูงกำลังสะสมเหรียญ แต่หากเข้าใกล้ 0 หมายถึงกลุ่มดังกล่าวกำลังเทขายหรือไม่ได้สะสมเพิ่ม
เมอร์ฟีระบุว่าช่วงเดือนมกราคมปีนี้ที่ BTC ขึ้นไปแตะ 97,000 ดอลลาร์ และช่วงเดือนพฤษภาคมที่ราคาฟื้นตัวขึ้นไปถึง 82,000 ดอลลาร์ คะแนนดังกล่าวเคยขึ้นเป็น 'สีเหลือง' ซึ่งหมายความว่าราคาปรับขึ้นแต่ผู้ถือรายใหญ่กลับลดปริมาณเหรียญที่ถือครองสุทธิ
เมอร์ฟีมองว่าโครงสร้างตลาดในช่วงดังกล่าวเป็นรูปแบบทั่วไปของ 'การรีบาวด์ในตลาดขาลง' ที่แรงซื้อคืนสถานะขาย (Short Covering) และเงินทุนระยะสั้นเป็นตัวผลักดันราคา ขณะที่ผู้ถือรายใหญ่ทยอยลดพอร์ตไปพร้อมกัน เขาย้ำว่าการจะประเมินว่าขาขึ้นจะไปต่อได้หรือไม่ ต้องดูทั้งทิศทางราคาและลักษณะของกลุ่มผู้ซื้อควบคู่กัน
แต่รอบนี้แตกต่างออกไป เมอร์ฟีระบุว่าตลอดช่วงที่ BTC ไต่จาก 60,000 ดอลลาร์ขึ้นไป 80,000 ดอลลาร์ คะแนนยังคงอยู่ในโซนสีดำต่อเนื่อง และนี่เป็นครั้งแรกจากการรีบาวด์ทั้งสามรอบที่ราคาปรับขึ้นพร้อมกับการสะสมของผู้ถือรายใหญ่เกิดขึ้นพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าแนวโน้มนี้ไม่ได้หมายความว่าตลาดสร้างจุดต่ำสุดหรือเกิดการกลับทิศแล้ว พร้อมระบุว่าไม่ควรตัดสินทิศทางขาขึ้นหรือขาลงจากดัชนีออนเชนเพียงตัวเดียว
เมอร์ฟีวิเคราะห์เพิ่มเติมว่าช่วงหลังเหตุการณ์ล่มสลายของ FTX เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 ที่ราคาลงไปใกล้ 16,000 ดอลลาร์ สัญญาณการสะสมปรากฏชัดเจนมาก แต่พอเข้าสู่ช่วงขาขึ้นในเดือนมกราคม 2023 คะแนนกลับเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สะท้อนว่าผู้ถือรายใหญ่ซื้อเหรียญบริเวณจุดต่ำสุด แต่เมื่อราคาปรับขึ้นกลับทยอยขายทำกำไรหรืออย่างน้อยก็หยุดสะสมเพิ่ม
สำหรับปัจจัยเบื้องหลังขาขึ้นในเดือนมกราคม 2023 เมอร์ฟีระบุว่ามาจากแรงซื้อคืนสถานะขายในตลาดอนุพันธ์ การเปลี่ยนแปลงมุมมองเชิงมหภาค และสภาพคล่องที่เบาบางลงหลังเหตุการณ์ FTX ซึ่งทำให้ราคาผันผวนได้ง่ายขึ้น พร้อมเสริมว่าการสะสมของกลุ่มทุนขนาดกลางและเล็กอาจไม่ได้สะท้อนอยู่ในดัชนีนี้อย่างครบถ้วน
ดัชนีออนเชนถูกใช้เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ถือครองที่ข้อมูลออร์เดอร์บุ๊กในตลาดแลกเปลี่ยนหรือโพซิชันอนุพันธ์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแสดงให้เห็นได้ อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนย้ายกระเป๋าเงินไม่ได้เท่ากับเจตนาซื้อหรือขายเสมอไป จึงควรตีความร่วมกับดัชนีอื่นประกอบกัน
ท่ามกลาง BTC ที่ยังแกว่งตัวหาทิศทางไม่ชัดเจนบริเวณ 80,000 ดอลลาร์ ความเคลื่อนไหวของผู้ถือครองระยะยาวกลายเป็นดัชนีสำคัญที่ตลาดจับตา เนื่องจากการเคลื่อนย้ายเหรียญที่ถือครองมานานอาจถูกตีความเป็นแรงขาย แต่ในบางกรณีก็อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนวิธีเก็บรักษาหรือจัดระเบียบกระเป๋าเงินเท่านั้น
ประเด็นสำคัญของการวิเคราะห์นี้อยู่ที่โครงสร้างอุปสงค์-อุปทานมากกว่าระดับราคา แม้ราคาจะเคลื่อนไหวเข้าใกล้ระดับ 80,000 ดอลลาร์เหมือนกัน แต่ลักษณะของขาขึ้นอาจแตกต่างกันไปตามว่าผู้ถือรายใหญ่ลดหรือเพิ่มปริมาณการถือครอง
เมอร์ฟีมองว่าดัชนีนี้ไม่ใช่เครื่องมือทำนายทิศทางราคา แต่เป็นดัชนีเสริมที่ช่วยประเมิน 'คุณภาพ' ของขาขึ้น โดยต้องติดตามต่อไปว่าคะแนนแนวโน้มการสะสมจะยังคงอยู่ในโซนเดิมหรือไม่ตลอดช่วงขาขึ้นถัดไป
ความคิดเห็น 0