กลยุทธ์เทรดอัตโนมัติที่ ‘คัดลอก’ การซื้อหุ้นของนักการเมืองสหรัฐฯ ทำผลตอบแทนได้ 46.19% นับตั้งแต่ต้นปีนี้ สูงกว่าดัชนีเอสแอนด์พี 500(S&P500) ที่ทำได้ 12.54% และดัชนีแนสแด็ก 100(Nasdaq100) ที่ทำได้ 17.21% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ฟินโบลด์(Finbold) สื่อด้านการเงิน รายงานเมื่อวันที่ 7 (เวลาท้องถิ่น) ว่ากลยุทธ์ ‘คองเกรส บายส์(Congress Buys)’ ของบริษัทข้อมูลควิเวอร์ ควอนติเททีฟ(Quiver Quantitative) ทำผลงานได้ตามตัวเลขข้างต้นในปี 2026 นี้ กลยุทธ์ดังกล่าวรวบรวมรายการซื้อหุ้นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐฯ รวมถึงครอบครัว เปิดเผยต่อสาธารณะ แล้วนำมาจัดพอร์ตตามสัดส่วนมูลค่าที่แจ้ง พร้อมปรับพอร์ตทุกสัปดาห์ โดยไม่ได้เลือกหุ้นเอง แต่ ‘เลียนแบบ’ สิ่งที่สมาชิกสภาคองเกรสซื้อจริงทั้งหมด
เมื่อแยกตามรายบุคคล พอร์ตที่ติดตามการซื้อของแนนซี เพโลซี(Nancy Pelosi) ส.ส.สหรัฐฯ ทำผลตอบแทนได้ 14.89% ส่วนพอร์ตที่ตามการซื้อของทิม มัวร์(Tim Moore) ส.ส.สหรัฐฯ ได้ 26.27% ขณะที่หุ้นซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยว่าซื้อ อย่างอินเทล(INTC) พุ่งขึ้น 143.27% และเดลล์(DELL) เพิ่มขึ้น 127.62% นับจากวันที่มีการแจ้งซื้อ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นภาพ ‘ณ ช่วงเวลาที่รายงาน’ เท่านั้น เพราะหน้าเว็บไซต์กลยุทธ์ Congress Buys ของควิเวอร์ ควอนติเททีฟเองแสดงผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีที่ 49.94% และอัตราเติบโตต่อปีสะสม(CAGR)ที่ 38.93% ณ วันเดียวกัน ซึ่งต่างจากตัวเลขที่ฟินโบลด์รายงาน โดยระบุวันเริ่มทดสอบย้อนหลัง(backtest)ไว้ที่ 1 เมษายน 2020
ก่อนหน้านี้ ควิเวอร์ ควอนติเททีฟเองก็เคยรายงานเรื่องการซื้อหุ้นอินเทลและเดลล์ของประธานาธิบดีทรัมป์มาแล้ว โดยในรายงานเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม บริษัทระบุว่าหุ้นทั้งสองตัวปรับขึ้นหลังการแจ้งซื้อครั้งเดียวกัน คือเดลล์ 96% และอินเทล 150% ต่างจากตัวเลขล่าสุด ซึ่งสะท้อนว่าผลตอบแทนที่แสดงเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาที่นำมาคำนวณ
โดยโครงสร้างแล้ว กลยุทธ์เลียนแบบการซื้อขายแบบนี้ ‘ตามหลัง’ จังหวะซื้อจริงเสมอ เนื่องจากตามแนวปฏิบัติแบบฟอร์ม 278-T ของสำนักงานจริยธรรมรัฐบาลสหรัฐฯ(OGE) สมาชิกสภาคองเกรสต้องแจ้งการซื้อขายภายใน 30 วันหลังทำธุรกรรม และต้องยื่นรายงานอย่างช้าที่สุดภายใน 45 วัน
ข้อบังคับการเปิดเผยข้อมูลนี้กำหนดไว้ในกฎหมาย STOCK Act ซึ่งออกมาเพื่อป้องกันไม่ให้สมาชิกสภาคองเกรสใช้ความได้เปรียบด้านข้อมูลภายในไปทำกำไรจากการซื้อขายหุ้น แต่ผลข้างเคียงคือกลยุทธ์ที่อ้างอิงรายการที่เปิดเผยแล้วจะซื้อตามได้ก็ต่อเมื่อข้อมูลถูกเปิดเผยออกมา ไม่ใช่ทันทีหลังการซื้อจริง ทำให้มีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างติดตัวอยู่เสมอ
ควิเวอร์ ควอนติเททีฟไม่ได้ทำเพียงบริการค้นหาข้อมูลการซื้อขายของนักการเมืองเท่านั้น แต่ยังขายเป็นผลิตภัณฑ์กลยุทธ์และบริการ API ด้วย บนเว็บไซต์บริษัทมีทั้งแดชบอร์ด ‘Congress Trading’ และบริการ ‘คัดลอกเทรด(copytrade)’ ที่ให้ผู้ใช้เลียนแบบพอร์ตได้ทันที แสดงให้เห็นว่าการติดตามการซื้อขายของนักการเมืองกลายเป็นสินค้าข้อมูลแบบเสียเงินไปแล้ว
ขณะเดียวกัน ประเด็นการซื้อขายหุ้นของนักการเมืองก็ยังเป็นที่ถกเถียงต่อเนื่อง โดยรอยเตอร์คอนเนคต์(Reuters Connect) รายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์เคยเรียกร้องให้ออกกฎหมายจำกัดการซื้อขายหุ้นของสมาชิกสภาคองเกรสเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ในโซเชียลมีเดียก็มีการถกเถียงว่าควรซื้อตามรายการที่นักการเมืองแจ้งไว้หรือไม่ สต็อกทวิตส์(Stocktwits) รายงานว่าหลังเพโลซีแจ้งซื้อหุ้นบลูมเอเนอร์จี(Bloom Energy) และอินเทล ความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยต่อหุ้นบลูมเอเนอร์จีพลิกจากแง่ลบเป็นแง่บวกภายในเวลาไม่กี่วัน
ในกระดานสนทนาที่เกี่ยวข้อง ผู้ใช้งานยังถกกันต่อว่าจะซื้อตามเพโลซีหรือไม่ สะท้อนว่าประเด็นนี้ถูกบริโภคในฐานะ ‘พฤติกรรมตามซื้อหุ้นนักการเมือง’ มากกว่าจะเป็นข่าวหุ้นรายตัวทั่วไป
ทั้งนี้ กลยุทธ์นี้ไม่ใช่สินทรัพย์คริปโต แต่เป็นสินค้าข้อมูลทางเลือกที่ผสมหุ้นสหรัฐฯ ที่จดทะเบียนจริงอย่างอินเทลและเดลล์ เข้ากับข้อมูลการเปิดเผยของสภาคองเกรส การตามซื้อหุ้นนักการเมืองจึงเป็นทั้งประเด็นเรื่องผลตอบแทนและประเด็นถกเถียงเชิงกำกับดูแลไปพร้อมกัน
โครงสร้างความล่าช้าของการเปิดเผยข้อมูล และร่างกฎหมายจำกัดการซื้อขายหุ้นที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยเรียกร้อง ยังคงเป็นตัวแปรที่จะกำหนดผลตอบแทนระยะยาวของกลยุทธ์นี้ต่อไป
ความคิดเห็น 0