อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขยับขึ้นมาอยู่ในกรอบ 4.8% ทำให้นักลงทุนกังวลมากขึ้นว่าภาระทางการคลังและปริมาณพันธบัตรที่จะออกใหม่ในตลาดอาจกดดันราคาสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง นักวิเคราะห์มองว่าอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจเพิ่มภาระอัตราคิดลดให้กับหุ้น อสังหาริมทรัพย์ และสินทรัพย์ที่มีกระแสเงินสดระยะยาว
ซีเอ็นบีซี(CNBC) รายงานว่า มิลเลอร์ ทาแบค(Miller Tabak) ระบุว่า หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปียังคงยืนเหนือระดับ 4.8% ต่อไป อาจสร้าง “ปัญหาที่มีนัยสำคัญ” ให้กับสินทรัพย์กลุ่มอื่นด้วย ขณะที่รอยเตอร์(Reuters) รายงานว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐฯ ปรับขึ้นแตะ 4.774% เมื่อวันที่ 4 กันยายน (เวลาท้องถิ่น) และพุ่งขึ้นไปแตะ 4.812% ทันทีหลังตัวเลขการจ้างงานประกาศออกมา
การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่ได้ถูกตีความเป็นเพียงสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเท่านั้น นักวิเคราะห์มองว่าการขาดดุลการคลังที่ขยายตัว ภาระการออกพันธบัตรรัฐบาล และการกู้ยืมของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ผลักดันผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวให้สูงขึ้นพร้อมกัน
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยประมาณการความต้องการกู้ยืมผ่านตราสารในตลาด(marketable borrowing) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม โดยระบุว่าการกู้ยืมสุทธิผ่านตราสารตลาดที่ภาคเอกชนถือครองในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2026 จะอยู่ที่ 7.39 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ประมาณ 995 ล้านล้านวอน) และช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคมจะอยู่ที่ 6.28 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ประมาณ 846 ล้านล้านวอน) เมื่อปริมาณพันธบัตรที่รัฐบาลต้องดูดซับจากตลาดเพิ่มขึ้น นักลงทุนก็มีแนวโน้มเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามไปด้วย
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับราคาพันธบัตร เมื่อปริมาณพันธบัตรในตลาดเพิ่มขึ้นหรือความกังวลด้านเงินเฟ้อสูงขึ้น ราคาพันธบัตรมักปรับตัวลดลงและกดดันให้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยระยะยาวจึงถูกใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงที่ส่งผลทั้งต่อต้นทุนการระดมทุนของภาคธุรกิจและมูลค่าหุ้นในตลาด
ประเด็นด้านการคลังก็ถูกจับตาเช่นกัน ข้อมูลจากเว็บไซต์ ‘Debt to the Penny’ ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2026 หนี้สาธารณะสหรัฐฯ อยู่ที่ 39.283 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (39,283,062,266,270.91 ดอลลาร์สหรัฐฯ ประมาณ 52,915 ล้านล้านวอน) ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานความกังวลของตลาดต่อกรณีหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์มาแล้ว
ตลาดหุ้นตอบสนองต่อประเด็นนี้ก่อนตลาดอื่น รอยเตอร์(Reuters) รายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 56,000 ตำแหน่ง ในวันเดียวกัน ดัชนี S&P500 ปรับลดลง 0.38% ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 0.51% และดัชนีแนสแด็กลดลง 0.29%
ตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งถูกตีความว่าอาจเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) จะคุมเข้มนโยบายการเงินต่อไป โดยทั่วไปเมื่อการจ้างงานแข็งแกร่ง ความกังวลว่าแรงกดดันด้านราคาจะยืดเยื้อก็เพิ่มขึ้น และตลาดมักจะสะท้อนแนวทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงขึ้นเข้าไปในราคาสินทรัพย์
การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยระยะยาวยังส่งผลทางอ้อมต่อตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย สินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์(BTC) อีเธอเรียม(ETH) ริปเปิล(XRP) และโซลานา(SOL) อาจมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพคล่องและอัตราคิดลด อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่าการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ส่งผลโดยตรงต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างไร
ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานความเชื่อมโยงระหว่างการร่วงลงของพันธบัตรระยะยาวสหรัฐฯ กับภาระด้านปริมาณพันธบัตรและการกู้ยืมของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว โดยขณะนั้นมีการยืนยันความเปลี่ยนแปลง 3 ประการ คือ ราคากองทุน ETF พันธบัตรระยะยาวปรับตัวลดลง ภาระด้านปริมาณพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ และการออกหุ้นกู้ขนาดใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่เพิ่มขึ้น
นักลงทุนในตลาดยังจับตาระดับ 5% ไปพร้อมกัน รอยเตอร์(Reuters) รายงานว่า หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีเข้าใกล้ระดับ 5% อาจสร้างแรงกดดันต่อมูลค่าหุ้นในตลาด เนื่องจากเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น มูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคตจะลดลง ทำให้หุ้นกลุ่มเติบโตและสินทรัพย์ที่มีกระแสเงินสดระยะยาวมีแนวโน้มได้รับแรงกดดันก่อนกลุ่มอื่น
ชารู ชานานา(Charu Chanana) หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของแซกโซ(Saxo) มองว่าเงินเฟ้อ ความเสี่ยงด้านการคลัง และปริมาณการออกพันธบัตรจำนวนมาก เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดต้องประเมินอัตราดอกเบี้ยระยะยาวใหม่อีกครั้ง ซึ่งสะท้อนว่าการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงปฏิกิริยาต่อตัวเลขเศรษฐกิจชั่วคราวเท่านั้น แต่ยังรวมปัจจัยด้านการคลังและปริมาณพันธบัตรเข้าไว้ด้วย
ขณะเดียวกัน นักกลยุทธ์บางส่วนมองว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นเพียงการปรับฐานของอัตราดอกเบี้ยให้เข้าสู่ภาวะปกติ กล่าวคือ อัตราดอกเบี้ยกำลังหลุดออกจากช่วงดอกเบี้ยต่ำในอดีต ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดความปั่นป่วนในตลาดทันที
สำหรับนักลงทุนในประเทศ อัตราดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐฯ ยังเป็นตัวชี้วัดสภาพคล่องของเงินดอลลาร์และความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดโลก เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ความน่าสนใจของสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจทำให้กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่หุ้นทั่วโลกและสินทรัพย์ดิจิทัลชะลอตัวลง
กำหนดการที่ยืนยันแล้วในระยะถัดไป คือ ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ประจำเดือนกันยายน และการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ในวันที่ 15-16 กันยายนนี้ ตลาดจะจับตาว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีจะยืนอยู่ในกรอบ 4.8% ต่อไป หรือจะขยับเข้าใกล้ระดับ 5% อีกครั้ง
ความคิดเห็น 0