หุ้นกลุ่มประกันภัยปรับตัวขึ้นสูงสุดถึง 39.46% ในรอบหนึ่งเดือน โดยนักวิเคราะห์ในตลาดหลักทรัพย์มองว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการบังคับใช้ ‘กฎ 8 สัปดาห์’ สำหรับประกันภัยรถยนต์ เป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้น จากความคาดหวังว่าอัตราส่วนความเสียหายของบริษัทประกันจะดีขึ้น
ตลาดหลักทรัพย์เกาหลี(Korea Exchange) เปิดเผยเมื่อวันที่ 7 ว่า ดัชนี KRX ประกันภัย ปิดตลาดที่ 4,462.83 จุด เพิ่มขึ้น 12.91% เมื่อเทียบกับราคาปิดเมื่อวันที่ 6 ของเดือนก่อนหน้าที่ 3,952.51 จุด
ในบรรดาหุ้นที่ประกอบเป็นดัชนี หุ้นฮันวาประกันวินาศภัย(Hanwha General Insurance) ปรับขึ้นมากที่สุดถึง 39.46% ตามด้วยฮุนไดประกันภัยทางทะเลและอัคคีภัย(Hyundai Marine & Fire Insurance) เพิ่มขึ้น 31.95% ฮันวาประกันชีวิต(Hanwha Life Insurance) เพิ่มขึ้น 28.60% ดีบีประกันวินาศภัย(DB Insurance) เพิ่มขึ้น 20.40% มิแรอัสเซทประกันชีวิต(Mirae Asset Life Insurance) เพิ่มขึ้น 16.82% และซัมซุงประกันชีวิต(Samsung Life Insurance) เพิ่มขึ้น 8.52%
การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุนราคาหุ้นกลุ่มนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางเกาหลี(Bank of Korea) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 2.50% เป็น 2.75% เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ก่อนจะปรับขึ้นอีกครั้งเป็น 3.00% เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม รวมเป็นการปรับขึ้นครั้งละ 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ติดต่อกันสองเดือน
นักวิเคราะห์ในตลาดหลักทรัพย์กำลังจับตาผลกระทบที่จะเกิดกับโครงสร้างสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทประกัน หลังอัตราดอกเบี้ยนโยบายขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.00%
บริษัทประกันภัยมีภาระต้องจ่ายเงินสินไหมทดแทนในระยะยาว ทำให้หนี้สินมีอายุค่อนข้างยาว เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น มูลค่าปัจจุบันของหนี้สินประกันภัยจะลดลง ซึ่งช่วยลดภาระด้านเงินทุน และยังส่งผลดีต่อผลตอบแทนจากการลงทุนใหม่ด้วย
โจอาแฮ(Cho A-hae) นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์เมอริทซ์(Meritz Securities) กล่าวว่า “สภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็น ‘ผลบวก’ ต่อบริษัทประกันภัย ทั้งในแง่การขยายฐานทุนและการปรับขึ้นของผลตอบแทนจากการลงทุนใหม่” คำกล่าวนี้สะท้อนว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสามารถส่งผลดีทั้งด้านเงินทุนและด้านการลงทุนไปพร้อมกัน
การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ประกันภัยรถยนต์ก็เป็นอีกปัจจัยที่สะท้อนอยู่ในราคาหุ้น เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน ผู้ป่วยบาดเจ็บเล็กน้อยที่มีระดับความรุนแรงตั้งแต่ 12-14 ที่ต้องการรักษาต่อเนื่องเกิน 8 สัปดาห์ จะต้องผ่านการตรวจสอบความจำเป็นในการรักษาจากบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของสถาบันส่งเสริมค่าสินไหมทดแทนประกันภัยรถยนต์(Auto Insurance Claims Promotion Institute)
เกณฑ์ตรวจสอบการรักษาที่เกิน 8 สัปดาห์นี้ จะบังคับใช้กับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 กันยายนเป็นต้นไป โดยเป็นมาตรการที่มุ่งลดการรั่วไหลของเงินสินไหมทดแทนที่เกิดจากการรักษาระยะยาวของผู้ป่วยบาดเจ็บเล็กน้อย และเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการปรับปรุงการเบิกจ่ายสินไหมประกันภัยรถยนต์ที่ไม่เหมาะสม
ส่วนมาตรการจำกัดค่ารักษาพยาบาลในอนาคตจะมีผลบังคับใช้ในช่วงเวลาที่ต่างออกไป โดยจะเริ่มกับสัญญาที่มีระยะเวลาประกันเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคมเป็นต้นไป และเน้นไปที่กลุ่มผู้ป่วยบาดเจ็บสาหัสเป็นหลัก เนื่องจากสัญญาประกันภัยรถยนต์ทยอยต่ออายุตามรอบ ผลของมาตรการจึงคาดว่าจะทยอยแสดงผลเป็นขั้นเป็นตอน
บริษัทหลักทรัพย์เคบี(KB Securities) ประเมินว่าการบังคับใช้ ‘กฎ 8 สัปดาห์’ จะช่วยลดอัตราส่วนความเสียหายสะสมได้ราว 3.1 จุดเปอร์เซ็นต์ ในช่วงปี 2026-2028 โดยวิเคราะห์ว่าผลจากมาตรการนี้ไม่น่าจะสะท้อนออกมาทั้งหมดภายในเดือนเดียวหรือไตรมาสเดียว แต่จะทยอยปรากฏผลตามรอบการต่ออายุสัญญา
จอนแบซึง(Jeon Bae-seung) นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์แอลเอส(LS Securities) กล่าวว่า “บริษัทประกันวินาศภัยรายใหญ่คาดว่าจะมีกำไรจากธุรกิจประกันภัยรถยนต์เพิ่มขึ้นราว 5 หมื่นล้านถึง 1 แสนล้านวอน ในช่วง 1 ปีข้างหน้า” พร้อมระบุว่าหากรวมผลจากการปรับระบบสวัสดิการค่ารักษาด้วยกายภาพบำบัด(โดซูชีรโย) กำไรจากธุรกิจประกันภัยของบริษัทประกันวินาศภัยรายใหญ่อาจเพิ่มขึ้นราว 1.5 แสนล้านวอนต่อปี
ความคาดหวังเรื่องการเพิ่มเงินปันผลก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาหุ้น คณะกรรมการกำกับดูแลทางการเงิน(Financial Services Commission) และสำนักงานกำกับดูแลทางการเงิน(Financial Supervisory Service) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่องการปรับปรุงระบบเงินสำรองค่าเวนคืนกรมธรรม์ของภาคธุรกิจประกันภัย ระหว่างวันที่ 24-28 สิงหาคม
ดีบีประกันวินาศภัย(DB Insurance) ประกาศแผนยกระดับมูลค่าบริษัทเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม โดยระบุว่าจะปรับเพิ่มอัตราการคืนผลตอบแทนรวมแก่ผู้ถือหุ้นเป็น 50% แยกตามงบการเงินเฉพาะกิจการภายในปี 2030 พร้อมวางแผนเพิ่มเงินปันผลต่อหุ้นไม่ต่ำกว่า 10% ทุกปี
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามว่าการปรับปรุงกฎเกณฑ์ครั้งนี้จะส่งผลให้อัตราส่วนความเสียหายลดลงจริงหรือไม่ เพราะผู้ป่วยที่เบิกค่ารักษาได้ยากขึ้นอาจเลือกเพิ่มจำนวนครั้งการรักษาภายใน 8 สัปดาห์ หรือเลือกเข้ารักษาที่โรงพยาบาลแพทย์แผนเกาหลี(Korean medicine hospital) แทน นอกจากนี้การวินิจฉัยความรุนแรงระดับ 11 และการเบิกค่าชดเชยการขาดรายได้ที่อาจเพิ่มขึ้นก็เป็นความเสี่ยงจาก ‘ปรากฏการณ์ลูกโป่ง’ ที่ต้องจับตา
คังซึงกอน(Kang Seung-gun) นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์เคบี(KB Securities) กล่าวว่า “ต้นทุนบางส่วนที่ประหยัดได้จากการปรับปรุงกฎเกณฑ์ อาจถูกหักล้างด้วยค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วยบาดเจ็บเล็กน้อยที่เพิ่มขึ้น” พร้อมกล่าวว่า “ผลลัพธ์สุดท้ายจะขึ้นอยู่กับว่าความต้องการรักษาพยาบาลจะเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด” การต่ออายุสัญญาประกันภัยรถยนต์และการเปลี่ยนแปลงของความต้องการรักษาพยาบาลจึงถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะชี้ขาดผลของมาตรการนี้ในระยะต่อไป
ความคิดเห็น 0