เอสเอที(SAT, 060540) เปิดเผยว่าสัดส่วนการถือหุ้นและหลักทรัพย์อื่นของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ เอฟเน็ต(Fnet) เพิ่มขึ้นเป็น 43.18% เพิ่มขึ้น 1.04 จุดจากวันที่รายงานครั้งก่อน
เอฟเน็ตและบุคคลที่เกี่ยวข้องพิเศษอีก 2 รายระบุในรายงานการถือหลักทรัพย์จำนวนมากที่ยื่นเมื่อวันที่ 8 ว่าถือหุ้นและหลักทรัพย์อื่นรวม 11,284,194 หุ้น เพิ่มขึ้น 271,411 หุ้นจากวันที่รายงานครั้งก่อนคือวันที่ 30 กรกฎาคม
เหตุผลของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ระบุว่าเป็น ‘การซื้อเพิ่มเติมตามปกติ’ ด้วยวิธีซื้อขายในตลาด วันที่เกิดภาระหน้าที่รายงานคือ 4 กันยายน ส่วนวันที่ใช้เป็นฐานในการจัดทำรายงานคือ 8 กันยายน
เอฟเน็ตซื้อหุ้นรวม 6 ครั้งระหว่างวันที่ 27 สิงหาคมถึง 4 กันยายน เริ่มจากวันที่ 27 สิงหาคม ซื้อ 27,369 หุ้น ในราคาหุ้นละ 1,248 วอน ตามด้วยวันที่ 28 สิงหาคม 47,855 หุ้น วันที่ 31 สิงหาคม 1,715 หุ้น วันที่ 1 กันยายน 55,798 หุ้น วันที่ 3 กันยายน 71,340 หุ้น และวันที่ 4 กันยายน 67,334 หุ้น
ราคาซื้อขายในแต่ละครั้งอยู่ระหว่าง 1,248-1,356 วอน โดยการซื้อขายล่าสุดเมื่อวันที่ 4 กันยายน มีราคาซื้อขายอยู่ที่หุ้นละ 1,356 วอน
รายละเอียดการถือครองประกอบด้วย เอฟเน็ต 10,320,187 หุ้น, ฮึงอา(Heungah) บุคคลที่เกี่ยวข้องพิเศษ 878,567 หุ้น และคิม ฮีชาง(Kim Hee-chang) 85,440 หุ้น เอฟเน็ตระบุวัตถุประสงค์การถือครองว่าเพื่อ ‘มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการ’ และแจ้งว่ามีแผนใช้อิทธิพลต่อการบริหารบริษัทในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่
การเปิดเผยครั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนตัวผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่เป็นกรณีที่สัดส่วนการถือหุ้นของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมเพิ่มขึ้น ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงจำนวนและสัดส่วนหุ้นที่ถือครอง ซึ่งยังไม่สามารถสรุปทิศทางการบริหารจัดการจากรายงานฉบับนี้เพียงอย่างเดียวได้
เมื่อวันที่ 21 เมษายน เอสเอทีเคยเปิดเผยแผนยกระดับมูลค่าบริษัท โดยตั้งเป้าหมายหลักไว้ที่การขยายรายได้จากธุรกิจระบบขนส่งอัจฉริยะ(ITS) การพัฒนาและลงทุนในธุรกิจใหม่ รวมถึงการรักษานโยบายจ่ายเงินปันผลบนพื้นฐานกำไรสุทธิที่มั่นคง นอกจากนี้ยังมีแผนดำเนินโครงการภาครัฐ เสริมศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนา ขยายฐานรายได้ทั้งในและต่างประเทศ และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรผ่านการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
รายงานที่เผยแพร่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมระบุว่าเอฟเน็ตมีแผนซื้อหุ้นเพิ่มเติมในตลาด และหากซื้อครบตามแผนทั้งหมด สัดส่วนการถือหุ้นอาจขึ้นไปถึง 44.19% ตัวเลขดังกล่าวในขณะนั้นเป็นเพียงตัวเลขคาดการณ์บนสมมติฐานว่าจะซื้อหุ้นครบตามแผน
สัดส่วนการถือหุ้นตามการเปิดเผยครั้งนี้อยู่ที่ 43.18% ซึ่งยังไม่ถึงตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ รายการซื้อขายหลังวันที่ 4 กันยายนยังไม่ถูกรวมอยู่ในรายงานฉบับนี้ ทำให้ต้องติดตามการเปิดเผยครั้งต่อไปเพื่อยืนยันว่าแผนซื้อหุ้นเพิ่มเติมจะดำเนินการจนครบหรือไม่
คำว่า ‘หุ้นและหลักทรัพย์อื่น’ ในรายงานการถือหลักทรัพย์จำนวนมาก เป็นเกณฑ์ตามหลักการเปิดเผยข้อมูลที่อาจครอบคลุมทั้งหุ้นสามัญและสิทธิที่สามารถแปลงเป็นหุ้นได้ ดังนั้นเมื่อเทียบกับสัดส่วนหุ้นสามัญทั่วไปจึงจำเป็นต้องแยกเกณฑ์การคำนวณให้ชัดเจน
สัดส่วนการถือหุ้นของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่เอสเอที ณ วันที่รายงานครั้งก่อนอยู่ที่ 42.14% ขณะที่ไวส์รีพอร์ต(Wisereport) ก็ระบุสัดส่วนการถือหุ้นสามัญของเอฟเน็ตและบุคคลที่เกี่ยวข้องอีก 2 รายไว้ที่ 42.14% เช่นกัน ณ วันที่ 7 กันยายน
ด้านราคาหุ้นไม่มีความเคลื่อนไหวมากนัก โดยราคาหุ้นเอสเอทีเมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 8 กันยายน อยู่ที่ 1,360 วอน เพิ่มขึ้น 0.29% จากวันก่อนหน้า ส่วนราคาปิดวันที่ 7 กันยายนอยู่ที่ 1,356 วอน ลดลง 1.31% จากวันก่อนหน้า
ยังยากที่จะประเมินจากการเปิดเผยข้อมูลเพียงอย่างเดียวว่าการเพิ่มสัดส่วนหุ้นครั้งนี้ส่งผลต่อทิศทางราคาหุ้นอย่างไร ท่ามกลางรูปแบบการติดตามที่ตรวจสอบจำนวนหุ้นที่ซื้อขายและสัดส่วนการถือหุ้นหลังการซื้อขายจากรายงานการซื้อหุ้นในตลาดของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ กรณีนี้จึงจำเป็นต้องแยกพิจารณาระหว่างปริมาณหุ้นที่ซื้อจริงกับวันที่ใช้เป็นฐานของรายงานเช่นเดียวกัน
ส่วนเอฟเน็ตจะซื้อหุ้นเพิ่มเติมอีกหรือไม่ และสัดส่วนการถือหุ้นจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อจากนี้ คาดว่าจะได้รับการยืนยันจากรายงานการถือหลักทรัพย์จำนวนมากที่จะยื่นในลำดับถัดไป
ความคิดเห็น 0