แมทธิว ทัตเทิล(Matthew Tuttle) ซีอีโอของเทอร์เทิล แคปิตอล แมเนจเมนท์(Turtle Capital Management) บริษัทจัดการกองทุนอีทีเอฟ(ETF) สัญชาติสหรัฐฯ ชี้ว่ากลยุทธ์พันธบัตรและโควีคอล(Covered Call) มีข้อจำกัด พร้อมเสนอหลักการลงทุนใหม่ภายใต้ชื่อ ‘HEAT’
ทัตเทิลกล่าวในงานแถลงข่าวที่ย่านยออีโด กรุงโซล เมื่อวันที่ 8 (เวลาท้องถิ่น) ว่า “ในตลาดที่คาดเดาไม่ได้ นักลงทุนต้องมีทั้งการป้องกันความเสี่ยง(Hedge) ความได้เปรียบ(Edge) ความไม่สมมาตรของผลตอบแทน(Asymmetry) และการเลือกธีม(Theme)” โดย HEAT เป็นคำที่ผสมจากอักษรตัวแรกของทั้ง 4 คำนี้
เทอร์เทิล แคปิตอล แมเนจเมนท์เป็นบริษัทจัดการอีทีเอฟอิสระของสหรัฐฯ ที่บริหารสินทรัพย์ราว 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.725 ล้านล้านวอน) เว็บไซต์ทางการของบริษัทก็ระบุ HEAT เป็นปรัชญาการบริหารที่ประกอบด้วยการป้องกันความเสี่ยง ความได้เปรียบ ความไม่สมมาตร และธีมเช่นกัน
ในส่วนของ ‘การป้องกันความเสี่ยง’ ทัตเทิลแสดงความเห็นเชิงลบต่อพันธบัตร ซึ่งถูกมองเป็นเครื่องมือหลีกเลี่ยงความเสี่ยงแบบดั้งเดิม โดยระบุว่าในภาวะที่อัตราเงินเฟ้อที่ประชาชนสหรัฐฯ รู้สึกอยู่ที่ระดับ 11-12% หากอัตราดอกเบี้ยไม่ปรับขึ้นให้ทันระดับเงินเฟ้อที่รับรู้ได้จริง พันธบัตรก็จะไม่น่าสนใจสำหรับการลงทุนมากนัก
ส่วน ‘ความได้เปรียบ’ หมายถึงความสามารถในการวิเคราะห์และบริหารความเสี่ยงเฉพาะตัวของนักลงทุน ทัตเทิลกล่าวว่านักลงทุนควรเป็น ‘เจ้ามือ’ ไม่ใช่ ‘ผู้เล่น’ ในบ่อนคาสิโน และการเข้าตลาดโดยไม่มีจุดแข็งของตัวเองนั้นควรแยกออกจากคำว่า ‘การลงทุน’
เขายังเน้นย้ำความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงต่อนักลงทุนชาวเกาหลีใต้ด้วย โดยระบุว่าสัดส่วนของนักลงทุนเกาหลีใต้ในสินทรัพย์ของอีทีเอฟชุด T-REX ซึ่งเทอร์เทิล แคปิตอล แมเนจเมนท์บริหารร่วมกับ REX บริษัทจัดการกองทุนสัญชาติสหรัฐฯ อยู่ที่ 25%
ทัตเทิลฝากถึงนักลงทุนชาวเกาหลีใต้ว่าจำเป็นต้องมีการให้ความรู้ด้านการลงทุนเพื่อแยกความแตกต่างระหว่าง ‘การเทรด’ กับ ‘การพนัน’ โดยชี้ว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การใช้ผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง แต่อยู่ที่ว่านักลงทุนสามารถบริหารความเสี่ยงได้หรือไม่
ในหัวข้อ ‘ความไม่สมมาตร’ ซึ่งหมายถึงโครงสร้างที่จำกัดผลขาดทุนแต่เปิดโอกาสทำกำไรได้ ทัตเทิลชี้ว่าอีทีเอฟแบบโควีคอลที่จำกัดผลตอบแทนเมื่อราคาหุ้นปรับขึ้น ไม่สอดคล้องกับหลักการนี้
เขาเสนอทางเลือกเป็นกลยุทธ์พุตเครดิตสเปรด(Put Credit Spread) ซึ่งนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนคล้ายเงินปันผลเพื่อแลกกับการรับความเสี่ยงบางส่วนจากราคาหุ้นที่ปรับลง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงและโครงสร้างผลตอบแทนที่แท้จริงของกลยุทธ์นี้อาจแตกต่างกันไปตามการออกแบบผลิตภัณฑ์และสภาวะตลาด
สำหรับองค์ประกอบสุดท้ายคือ ‘ธีม’ ทัตเทิลกล่าวว่าแทนที่จะไล่ตามหุ้นตัวนำในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์(AI) นักลงทุนควรมองหาบริษัทที่ช่วยแก้ปัญหาคอขวดของอุตสาหกรรม โดยให้ความสำคัญกับปัญหาที่ขัดขวางการเติบโตของอุตสาหกรรมและแนวทางแก้ไข มากกว่าตัวหุ้นยอดนิยมเอง
เขายกตัวอย่างอีทีเอฟธีมโฟตอนิกส์ ‘FOTO’ ที่มุ่งแก้ข้อจำกัดด้านการส่งข้อมูล พร้อมกล่าวถึงธีม ‘HALX’ ซึ่งเน้นหุ้นคุณค่าแบบดั้งเดิมในสินทรัพย์จริง เช่น ทองแดง พลังงาน และรถไฟ
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงธีม ‘SPCI’ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอวกาศ ในฐานะทางเลือกต่อกระแสต่อต้านการสร้างศูนย์ข้อมูล(Data Center) ทั้งสามธีมนี้ล้วนให้ความสำคัญกับคอขวดและสินทรัพย์พื้นฐานที่เกิดขึ้นระหว่างการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI มากกว่าตัว AI เอง
ต่อคำถามเรื่องความกังวลว่าอีทีเอฟเลเวอเรจหุ้นเดี่ยวของเกาหลีใต้เป็นตัวเพิ่มความผันผวนในตลาดหุ้น ทัตเทิลแย้งว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่เป็นผลจากเงินทุนที่ไหลกระจุกตัวในหุ้นบางตัว พร้อมระบุว่าแม้ไม่มีอีทีเอฟดังกล่าว นักลงทุนก็คงหันไปใช้เครื่องมือเลเวอเรจอื่น เช่น สัญญาซื้อขายล่วงหน้า(Futures) อยู่ดี
HEAT ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ฟันธงทิศทางราคาของสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง แต่เป็นกรอบการลงทุนที่ให้น้ำหนักทั้งการบริหารความเสี่ยงและการวิเคราะห์ธีมไปพร้อมกัน ข้อสังเกตของทัตเทิลเกี่ยวกับพันธบัตรและโควีคอลถูกตีความว่าเป็นข้อเสนอให้ทบทวนกลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงแบบดั้งเดิมและโครงสร้างที่จำกัดผลตอบแทนอีกครั้ง
ผลตอบแทนและความเสี่ยงของแต่ละกลยุทธ์ที่เทอร์เทิล แคปิตอล แมเนจเมนท์นำเสนออาจแตกต่างกันไปตามสภาวะตลาดและโครงสร้างผลิตภัณฑ์ นักลงทุนจึงควรตรวจสอบความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและวิธีการบริหารของผลิตภัณฑ์แต่ละรายการ ก่อนนำองค์ประกอบทั้ง 4 ของ HEAT ไปปรับใช้
ความคิดเห็น 0