อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีพุ่งแตะระดับ 3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบราว 30 ปี ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่ากองทุนบำนาญของรัฐบาลญี่ปุ่น(Government Pension Investment Fund หรือ GPIF) อาจขยายสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรภายในประเทศ ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันว่าโครงสร้างการจัดสรรสินทรัพย์ในปัจจุบันยังไม่เบี่ยงเบนไปจากสมมติฐานเดิมมากนัก
อุเอโนะ เคนอิจิโร(Kenichiro Ueno) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น แถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 (เวลาท้องถิ่น) ว่า “ณ สิ้นเดือนมีนาคม เราประเมินว่ายังไม่มีความจำเป็น แต่การตรวจสอบยังคงดำเนินไปอย่างเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง” พร้อมระบุว่า “ผมไม่คิดว่าสถานการณ์ปัจจุบันเบี่ยงเบนไปจากสิ่งที่พอร์ตการลงทุนพื้นฐานตั้งสมมติฐานไว้อย่างมีนัยสำคัญ” ตามรายงานของบลูมเบิร์ก(Bloomberg) คำกล่าวนี้สะท้อนว่ารัฐบาลยังไม่เห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับพอร์ต แม้จะมีการตรวจสอบตามรอบปกติ
GPIF เป็นกองทุนบำนาญของรัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก บริหารสินทรัพย์รวมราว 318 ล้านล้านเยน โดยจัดสรรเงินลงทุนในสัดส่วนเท่า ๆ กันคือร้อยละ 25 ให้กับพันธบัตรในประเทศ พันธบัตรต่างประเทศ หุ้นในประเทศ และหุ้นต่างประเทศ
พอร์ตการลงทุนพื้นฐานของ GPIF คือกรอบสัดส่วนสินทรัพย์แต่ละประเภทที่กำหนดไว้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนระยะกลางถึงยาว ในทางปฏิบัติ สัดส่วนดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงไปตามความผันผวนของราคาตลาด และหากหลุดออกจากกรอบเป้าหมาย กองทุนจะดำเนินการปรับสมดุลพอร์ต(rebalancing)
กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นระบุว่าจะตรวจสอบทุกปีว่าสภาพตลาดและภาวะเศรษฐกิจเบี่ยงเบนไปจากสมมติฐานของพอร์ตพื้นฐานหรือไม่ หากพบว่ามีความจำเป็น ก็สามารถพิจารณาปรับสัดส่วนสินทรัพย์ได้แม้อยู่ในช่วงเป้าหมายระยะกลาง โดยกระทรวงได้ชี้แจงขั้นตอนที่เกี่ยวข้องไว้บนเว็บไซต์ทางการ
สาเหตุที่ทำให้กระแสการทบทวนพอร์ตครั้งนี้ได้รับความสนใจ มาจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยพันธบัตรอายุ 10 ปีล่าสุดขึ้นไปแตะ 3% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 30 ปี
เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ผลตอบแทนที่คาดหวังจากการซื้อพันธบัตรในประเทศชุดใหม่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้ตลาดเริ่มมองว่า GPIF อาจเพิ่มสัดส่วนการถือครองพันธบัตรในประเทศ
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนสินทรัพย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว GPIF จะพิจารณาทั้งอัตราดอกเบี้ย ภาวะเศรษฐกิจ และสภาพตลาดโดยรวมว่าเบี่ยงเบนไปจากสมมติฐานเดิมของพอร์ตมากน้อยเพียงใด ก่อนตัดสินใจ
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ เมื่อวันที่ 21 เดือนก่อน(เวลาท้องถิ่น) GPIF จัดประชุมคณะกรรมการบริหารทั้งที่ปกติแล้วมักงดจัดการประชุมในช่วงฤดูร้อน โดยวาระการประชุมครั้งนั้นมีการหารือเรื่องการทบทวนพอร์ตการลงทุนพื้นฐานรวมอยู่ด้วย
บางฝ่ายมองว่าการจัดประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งนี้เป็นสัญญาณของการปรับพอร์ตที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ GPIF ชี้แจงว่าสภาพตลาดในปัจจุบันยังไม่เบี่ยงเบนไปจากสมมติฐานของพอร์ตพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ และการตรวจสอบทุกปีเป็นเพียงกระบวนการพิจารณาตามหลักวิชาการตามปกติ
การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนสินทรัพย์ของ GPIF อาจส่งผลกระทบไม่เพียงต่อตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังอาจส่งแรงกระเพื่อมไปถึงตลาดพันธบัตรทั่วโลกด้วย บลูมเบิร์กระบุว่าหาก GPIF ปรับสัดส่วนการลงทุนเพียง 1% ก็อาจทำให้กระแสเงินทุนเคลื่อนไหวคิดเป็นมูลค่าราว 3 ล้านล้านเยน
การจัดสรรสินทรัพย์ของกองทุนบำนาญขนาดใหญ่เช่นนี้ ไม่ได้ส่งผลเฉพาะจากการซื้อขายจริงเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อความคาดหวังของผู้เล่นในตลาดด้วย อย่างไรก็ตาม ในเมื่อยังไม่มีการตัดสินใจขยายสัดส่วนพันธบัตรในประเทศอย่างเป็นทางการ จึงยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบต่อตลาดอย่างชัดเจน
ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ว่า การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นในครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่มากพอจะทำให้ GPIF ต้องปรับเกณฑ์การจัดสรรสินทรัพย์ระยะยาวหรือไม่ ด้านรัฐมนตรีสาธารณสุขฯ ยืนยันว่าการตรวจสอบกำลังดำเนินอยู่ พร้อมย้ำจุดยืนว่าสัดส่วนการลงทุนในปัจจุบันยังไม่เบี่ยงเบนไปจากสมมติฐานเดิมมากนัก
จนถึงขณะนี้ GPIF ยังไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงสัดส่วนสินทรัพย์จริงหรือกำหนดเวลาดำเนินการที่ชัดเจนแต่อย่างใด ผลการตรวจสอบและการหารือของคณะกรรมการบริหารในระยะต่อไปจะเป็นตัวชี้วัดว่า GPIF จะปรับสัดส่วนการลงทุนหรือไม่
ความคิดเห็น 0