กลุ่มคนร้ายที่หมายตากระเป๋า 'คอลด์วอลเล็ต' ซึ่งเชื่อว่าเก็บบิตคอยน์(BTC) มูลค่าหลายล้านดอลลาร์ ก่อเหตุสังหาร 4 ศพในรัฐเม็กซิโก ก่อนเจ้าหน้าที่คุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 2 คน
เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 (เวลาท้องถิ่น) ที่เมืองอาตีซาปันเดซาราโกซา รัฐเม็กซิโก ซึ่งอยู่ใกล้กรุงเม็กซิโกซิตี ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยโจนาธาน เมเลนเดซ(Jonathan Meléndez) มือคีย์บอร์ดวงคามิโล เซปติโม(Camilo Séptimo) ภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ ลูกสาววัย 3 ขวบ และแม่บ้านประจำครอบครัว สุนัขเลี้ยงของครอบครัวก็ถูกฆ่าตายด้วยเช่นกัน
สำนักงานอัยการรัฐเม็กซิโกแถลงเมื่อวันที่ 2 ว่าจับกุมผู้ต้องสงสัย 2 คน คือดิเอโก เซบาสเตียน(Diego Sebastián) และเคอราร์โด(Gerardo) โดยลาฮอร์นาดา(La Jornada) รายงานว่าครอบครัวผู้เสียชีวิตถูกสังหารภายในบ้านพักของตนเอง
เจ้าหน้าที่สืบสวนเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยก่อเหตุเพราะเข้าใจว่ากระเป๋าเงินของเหยื่อเก็บบิตคอยน์มูลค่าหลายล้านดอลลาร์ ผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งเคยเป็นหุ้นส่วนธุรกิจของเหยื่อ และถูกตั้งข้อสงสัยว่าใช้ความสัมพันธ์นี้เพื่อเข้าไปในบ้านพัก
ลาฮอร์นาดาอ้างข้อมูลอัปเดตจากสำนักงานอัยการรัฐเม็กซิโกว่า ผู้ต้องสงสัยมุ่งเป้าไปที่ 'คอลด์วอลเล็ต' ที่พวกเขาเชื่อว่าเก็บบิตคอยน์มูลค่าหลายล้านดอลลาร์เอาไว้ คอลด์วอลเล็ตคือกระเป๋าเก็บคริปโตที่ไม่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกแฮ็กออนไลน์
ผู้ต้องสงสัยทั้งสองมีกำหนดขึ้นศาลในวันพุธนี้ ซึ่งศาลจะพิจารณาว่ามีหลักฐานเพียงพอให้ดำเนินคดีอาญาต่อหรือไม่ หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง แต่ละข้อหาฆาตกรรมอาจมีโทษจำคุก 25-70 ปีต่อผู้เสียชีวิตหนึ่งราย อย่างไรก็ตาม การควบคุมตัวก่อนพิจารณาคดีและการเปิดกระบวนการทางอาญาไม่ได้หมายความว่าศาลตัดสินว่ามีความผิดแล้ว
ลาฮอร์นาดารายงานว่าศาลมีคำสั่งให้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งสองไว้ระหว่างการพิจารณาคดี
อาชญากรรมที่ใช้การข่มขู่ทางกายภาพเพื่อบังคับเอาทรัพย์สินคริปโตจากเจ้าของโดยตรงถูกเรียกว่า 'เรนช์แอทแทค'(wrench attack) ผู้ก่อเหตุมักใช้การขู่กรรโชก ทำร้ายร่างกาย ลักพาตัว หรือบุกรุกที่พักอาศัย เพื่อบีบให้เหยื่อเปิดเผยกุญแจส่วนตัวหรือข้อมูลเข้าถึงกระเป๋าเงิน
ความแตกต่างจากการแฮ็กออนไลน์ทั่วไปคือ กลุ่มคนร้ายเลือกกดดันตัวเจ้าของทรัพย์สินและครอบครัวโดยตรง แทนที่จะพยายามเจาะระบบความปลอดภัยดิจิทัล หากที่อยู่กระเป๋าเงินหรือขนาดสินทรัพย์ที่ถือครองถูกเชื่อมโยงกับตัวตนจริงหรือที่อยู่อาศัย ก็อาจนำไปสู่อาชญากรรมทางกายภาพได้
บริษัทความปลอดภัยบล็อกเชน CertiK ระบุว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 มีเหตุการณ์เรนช์แอทแทคที่ได้รับการยืนยันทั่วโลกรวม 52 ครั้ง เพิ่มขึ้น 33.3% จาก 39 ครั้งในช่วงครึ่งแรกของปี 2025
เหตุบุกรุกที่พักอาศัยเพื่อโจมตีเจ้าของคริปโตในช่วงเวลาเดียวกันเพิ่มขึ้นจาก 1 ครั้ง เป็น 20 ครั้ง โดยCertiK ระบุว่าตัวเลขดังกล่าวนับเฉพาะเหตุการณ์ที่ได้รับการยืนยันต่อสาธารณะ
เรนช์แอทแทคไม่ได้มีแค่การบังคับเอากุญแจส่วนตัวหรือ 'recovery phrase' โดยตรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบีบบังคับให้เข้าบัญชีเทรดหรืออนุมัติการโอนเงินด้วย ขนาดทรัพย์สินที่เหยื่อถือครองและสิทธิ์เข้าถึงจริงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดผลลัพธ์ของการก่อเหตุ
ในคดีนี้ยังไม่มีการยืนยันว่ามีการโอนบิตคอยน์ออกจากกระเป๋าจริงหรือไม่ และไม่ทราบว่ากระเป๋าของเหยื่อเก็บเงินไว้เท่าใด กระบวนการทางศาลคาดว่าจะเปิดเผยรายละเอียดการเคลื่อนไหวของเงินและเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุเพิ่มเติมต่อไป
ความปลอดภัยของสินทรัพย์คริปโตไม่ได้จำกัดอยู่แค่การป้องกันทางเทคนิคของกระเป๋าเงินอีกต่อไป แต่ยังขยายไปถึงการลดการเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลการถือครองกับตัวตนจริงของเจ้าของ คดีที่เกิดขึ้นในเม็กซิโกสะท้อนให้เห็นว่าอาชญากรรมที่มุ่งเป้าสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถลุกลามจากโลกออนไลน์มาสู่ตัวเจ้าของทรัพย์สินและครอบครัวในโลกความจริงได้
ความคิดเห็น 0