CZ หรือฉางเผิง จ้าว(Changpeng Zhao) ผู้ก่อตั้งไบแนนซ์(Binance) ออกมาให้มุมมองว่า 'บิตคอยน์(BTC)' มีโอกาสแซงหน้า 'ทองคำ' ขึ้นเป็นสินทรัพย์สำรองที่ได้รับความนิยมสูงสุดของโลกในระยะยาว
จ้าวกล่าวในงานเสวนา 'Bitcoin Asia 2026' ว่า หากแนวโน้มที่แต่ละประเทศทยอยนำบิตคอยน์เข้าไปเป็นสินทรัพย์สำรองเชิงยุทธศาสตร์ยังดำเนินต่อไป สถานะของบิตคอยน์ในตลาดกระทิงรอบถัดไปก็มีโอกาสแซงหน้าทองคำได้ โดยวูบล็อกเชน(Wu Blockchain) รายงานคำให้สัมภาษณ์นี้ผ่าน X (อดีตทวิตเตอร์) เมื่อวันที่ 7 (เวลาท้องถิ่น)
ปัจจุบันทองคำยังครองตำแหน่งสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลก ด้วยมูลค่าตลาดรวมราว 15.899 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 21,416 ล้านล้านวอน) ขณะที่มูลค่าตลาดของบิตคอยน์ในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ที่ราว 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,155 ล้านล้านวอน) หรือคิดเป็นเพียงประมาณ 1 ใน 10 ของทองคำเท่านั้น
จ้าวชี้ว่า ความได้เปรียบของทองคำไม่ได้มาจาก 'มูลค่าที่แท้จริง' ของสินทรัพย์เอง แต่มาจากระบบการเก็บรักษาที่สถาบันการเงินสร้างขึ้นมายาวนาน และระบบสินทรัพย์สำรองที่แต่ละประเทศวางไว้แล้ว เขาอธิบายว่าสภาพคล่องที่แท้จริงของทองคำอยู่ที่ความเป็นตลาดที่เติบโตเต็มที่ สัดส่วนการเก็บรักษาโดยสถาบันที่สูง และระบบสินทรัพย์สำรองที่แต่ละประเทศจัดวางไว้ ไม่ใช่ตัวสินทรัพย์เอง
จ้าวยังมองว่าการที่นักลงทุนทองคำบางส่วนโยกเงินไปยังสินทรัพย์ทางเลือกอย่างบิตคอยน์ เป็นสัญญาณของการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์สำรอง อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าเนื่องจากแต่ละประเทศได้ทุ่มสินทรัพย์จำนวนมากไว้ในทองคำอยู่แล้ว การเปลี่ยนผ่านจากทองคำไปสู่บิตคอยน์จึงต้องใช้เวลา
ก่อนหน้านี้จ้าวเคยโต้แย้งคำพูดของซีอีโอสภาทองคำโลก(World Gold Council) ที่ระบุว่า 'บิตคอยน์จะมีมูลค่าเป็นศูนย์' โดยบอกว่าที่ผ่านมาซีอีโอรายนี้คาดการณ์ผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งสะท้อนมุมมองในทิศทางเดียวกัน ความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างฝั่งทองคำและฝั่งบิตคอยน์จึงปรากฏขึ้นอีกครั้งในคำพูดล่าสุดนี้
สินทรัพย์สำรอง หมายถึงสินทรัพย์ที่ประเทศหรือธนาคารกลางถือครองไว้เพื่อรับมือวิกฤตหรือพยุงมูลค่าเงินสกุลของตน ทองคำถือเป็นสินทรัพย์สำรองหลักที่ธนาคารกลางทั่วโลกถือครองมานานหลายสิบปี และในช่วงหลังบางประเทศเริ่มมีการหารือถึงการนำบิตคอยน์เข้าไปอยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน
ในอีกด้านหนึ่ง ตัวทองคำเองก็ยังมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง จากแรงหนุนของเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าและความต้องการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ทำให้มีข้อสังเกตว่าช่องว่างมูลค่าตลาดที่ต่างกันถึง 10 เท่าตามที่จ้าวกล่าวถึงนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม เพราะตราบใดที่ความต้องการทองคำยังไม่ลดลง บิตคอยน์ก็ต้องอาศัยเม็ดเงินไหลเข้าจำนวนมากกว่าเดิมมากเพื่อจะไล่ตามช่องว่างนี้ทัน
คำพูดครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่บิตคอยน์เพิ่งฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด โดยเมื่อเดือนที่แล้วบิตคอยน์เคยร่วงลงไปแตะ 59,352 ดอลลาร์ (ประมาณ 79.95 ล้านวอน) ก่อนจะดีดตัวขึ้นไปถึง 81,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 109.11 ล้านวอน) และล่าสุด ณ วันที่ 7 ซื้อขายอยู่ที่ 79,045 ดอลลาร์ (ประมาณ 106.47 ล้านวอน) เพิ่มขึ้น 1.61% ในรอบสัปดาห์ และเพิ่มขึ้น 22.2% ในรอบเดือน
ตามรายงานของ ZyCrypto เมื่อวันที่ 7 จ้าวคาดการณ์ว่าบิตคอยน์จะไปแตะระดับ 1 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,300 ล้านวอน) เร็วกว่าที่ตลาดคาดไว้ โดยได้แรงหนุนจากเม็ดเงินสถาบัน กองทุนบำเหน็จบำนาญ และการขยายตัวของสินทรัพย์สำรองระดับประเทศ
จ้าวระบุว่า หากต้องการเร่งกระบวนการนี้ให้เร็วขึ้น รัฐบาลแต่ละประเทศควรวางกรอบกฎหมายด้านคริปโตให้ชัดเจน และพิจารณาจัดสรรสินทรัพย์สำรองบางส่วนไปลงทุนในบิตคอยน์ พร้อมยกตัวอย่างสหรัฐฯ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE) จีน และญี่ปุ่น
ท้ายที่สุดแล้ว การที่ช่องว่างนี้จะแคบลงหรือไม่ ถูกประเมินว่าขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาลและธนาคารกลางแต่ละประเทศ มากกว่าแรงซื้อของนักลงทุนรายย่อย ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่าประเทศที่จ้าวยกตัวอย่างมาจะนำสินทรัพย์สำรองบางส่วนไปแปลงเป็นบิตคอยน์จริงหรือไม่
ในตลาดเองก็มีการตีความว่า ยิ่งการหารือเรื่องการนำบิตคอยน์เข้าไปเป็นสินทรัพย์สำรองขยายวงกว้างมากขึ้นในหลายประเทศ ก็ยิ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนระยะยาวที่มีต่อบิตคอยน์ เพราะการยอมรับในระดับประเทศไม่ได้กระทบแค่ความผันผวนของราคาเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นตัวแปรต่อข้อถกเถียงเรื่องสถานะการเป็นสินทรัพย์สำรองด้วย
อย่างไรก็ตาม คำพูดของจ้าวครั้งนี้ยังเป็นเพียงการคาดการณ์แบบมีเงื่อนไข ที่จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อแต่ละประเทศมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายตามมาจริง ตัวจ้าวเองก็ยอมรับว่าการเปลี่ยนผ่านจากทองคำไปสู่บิตคอยน์ต้องใช้เวลา ดังนั้นช่องว่าง 10 เท่าจะแคบลงจริงหรือไม่ จึงยังต้องจับตาดูนโยบายด้านสินทรัพย์สำรองของแต่ละประเทศกันต่อไป
ความคิดเห็น 0