บิตคอยน์(BTC) จะทะลุกรอบราคา 82,000-83,000 ดอลลาร์ได้หรือไม่ ปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่ว่าแรงซื้อในตลาดสปอตจะดูดซับปริมาณเหรียญที่ไหลเข้าสู่ตลาดได้มากพอหรือไม่ กระแสเงินไหลเข้ากองทุน ETF สปอตและแรงซื้อของนักลงทุนรายใหญ่ยังคงหนุนโครงสร้างตลาดอยู่ แต่เหรียญที่ไหลเข้าตลาดแลกเปลี่ยนและเหรียญเก่าที่นอนนิ่งมานานยังเป็นแรงกดดันด้านการขายที่ซ่อนอยู่
XWIN Japan นักวิเคราะห์จากคริปโตเควนท์(CryptoQuant) ระบุเมื่อวันที่ 8 เวลาประมาณ 12.56 น. (เวลาไทย) ว่าโครงสร้างตลาดบิตคอยน์เปลี่ยนไปในทิศทางที่สร้างสรรค์มากขึ้น โดยอธิบายว่าปริมาณการถือครองในกองทุน ETF สปอตเพิ่มขึ้น แรงซื้อจากนักลงทุนรายใหญ่ไหลเข้า และเงินไหลเข้าสเตเบิลคอยน์ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้กำลังซื้อโดยรวมของตลาดสูงขึ้น ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ดังกล่าวเผยแพร่ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันตามเวลาจีน
การเพิ่มขึ้นของปริมาณถือครองใน ETF ถูกตีความว่าเป็นสัญญาณว่านักลงทุนสถาบันยังคงดูดซับบิตคอยน์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามว่ากระแสเงินของ ETF และปริมาณการซื้อขายในตลาดสปอตดีขึ้นไปพร้อมกันหรือไม่ จึงจะสรุปได้ว่าแรงซื้อสปอตที่แท้จริงแข็งแกร่งขึ้นจริง ซึ่งสอดคล้องกับรายงานก่อนหน้าของโทเคนโพสต์ที่วิเคราะห์ว่าจำเป็นต้องเห็นแรงซื้อสปอตและกระแสเงิน ETF ดีขึ้นไปด้วยกัน
ด้านอุปทานจากตลาดแลกเปลี่ยนเริ่มมีแรงกดดัน คริปโตเควนท์รวบรวมข้อมูลเมื่อวันที่ 8 พบว่าปริมาณบิตคอยน์ที่ไบแนนซ์(Binance) ถือครองอยู่ที่ราว 685,000-687,000 เหรียญ ขณะที่ยอดเงินไหลเข้าสุทธิเฉลี่ย 7 วันของตลาดแลกเปลี่ยนขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 593 เหรียญ การที่ปริมาณถือครองในตลาดแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่าจะมีการเทขายจริงเสมอไป แต่สะท้อนว่าปริมาณเหรียญที่พร้อมป้อนเข้าสู่ตลาดมีมากขึ้น
ตลาดอนุพันธ์เริ่มคลายความร้อนแรงลงบางส่วน อัตราฟันดิ้งกลับมาติดลบ ขณะที่ยอดสัญญาคงค้าง(Open Interest) ลดลงจากราว 27,500 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 37 ล้านล้านวอน) ในวันที่ 4-5 กันยายน เหลือราว 25,700 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 34.6 ล้านล้านวอน) ยอดสัญญาคงค้างหมายถึงมูลค่าสัญญาฟิวเจอร์สและอนุพันธ์ที่ยังไม่ถูกปิด
ในทางกลับกัน ยอดสัญญาคงค้างบิตคอยน์บนไบแนนซ์กลับพุ่งขึ้นเกิน 10,000 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 13.45 ล้านล้านวอน) สูงสุดในรอบ 6 เดือน แม้ยอดสัญญาคงค้างของตลาดอนุพันธ์โดยรวมจะลดลง แต่บนไบแนนซ์อาจมีการก่อสถานะแบบเลเวอเรจกลับเข้ามาใหม่ ทำให้ยังบอกได้ยากว่าการดีดตัวของราคาครั้งนี้เกิดจากแรงซื้อสปอตล้วน ๆ
ดัชนี SOPR ของผู้ถือครองระยะสั้นขยับขึ้นเหนือระดับ 1 SOPR เป็นดัชนีออนเชนที่สะท้อนว่าผู้ถือครองบิตคอยน์กำลังมีกำไรหรือขาดทุนอยู่ในช่วงที่มีการเคลื่อนย้ายเหรียญ หากตัวเลขเกิน 1 หมายความว่ามีเหรียญจำนวนมากที่ถูกโยกย้ายออกไปพร้อมกำไร เมื่อผู้ถือครองระยะสั้นที่อยู่ในโซนกำไรมีจำนวนมากขึ้น โอกาสที่จะเกิดแรงขายทำกำไรก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
บิตคอยน์เก่าที่นอนนิ่งมานานก็เริ่มขยับตัวเช่นกัน รวมถึงเหรียญที่เกี่ยวข้องกับนักขุดตั้งแต่ปี 2010 ที่ไม่เคยเคลื่อนไหวมานาน เริ่มกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ปริมาณอุปทานในตลาดจะเพิ่มขึ้น แม้การเคลื่อนไหวของเหรียญที่นอนนิ่งเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าจะมีการเทขายจริง แต่ในสถานการณ์ที่แรงซื้อสปอตยังอ่อนแอ ปัจจัยนี้ก็อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาได้
ใจความสำคัญของการวิเคราะห์ครั้งนี้อยู่ที่สมดุลระหว่างแรงซื้อกับปริมาณอุปทาน ปริมาณถือครองใน ETF และแรงซื้อของนักลงทุนรายใหญ่เป็นปัจจัยหนุน ขณะที่เงินไหลเข้าสุทธิของตลาดแลกเปลี่ยน ยอดสัญญาคงค้างบนไบแนนซ์ที่อยู่ในระดับสูง และการเคลื่อนไหวของเหรียญที่นอนนิ่ง ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจจำกัดการปรับขึ้นของราคา ดังนั้นจุดที่ต้องติดตามจึงไม่ใช่แค่ว่าราคาจะทะลุกรอบ 82,000-83,000 ดอลลาร์ได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าปริมาณการซื้อขายในตลาดสปอตและกระแสเงิน ETF จะดีขึ้นไปพร้อมกันหรือไม่
XWIN Japan วิเคราะห์ว่าหากแรงซื้อสปอตสามารถดูดซับปริมาณอุปทานได้ โอกาสที่บิตคอยน์จะทะลุกรอบราคาดังกล่าวได้อย่างมีนัยสำคัญก็จะเพิ่มขึ้น ก่อนหน้านี้เอชทีเอ็กซ์ รีเสิร์ช(HTX Research) ก็เคยชี้ว่าบิตคอยน์ขยับจากโครงสร้างขาลงมาสู่ขั้นตอนการยืนยันเทรนด์แล้ว แต่การปรับขึ้นต่อจากนี้ต้องอาศัยแรงซื้อสปอตมากกว่าการปิดสถานะช็อร์ต(บทวิเคราะห์ของ HTX Research)
ความคิดเห็น 0