แพลตฟอร์มสเตaking เฉพาะทาง ‘สตาฟี(StaFi)’ เดินหน้าสู่เฟสที่สองของแผนรีแบรนด์ ด้วยการเปิดตัวแนวคิดใหม่ ‘AI ไฟแนนซ์สำหรับสเตaking’ ผสานความสามารถเดิมอย่าง *ลิควิดสเตaking* เข้ากับเทคโนโลยี *ปัญญาประดิษฐ์(AI)* เพื่อยกระดับบริการจากเดิมที่เน้นด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่การสร้างแอปพลิเคชันแบบเนทีฟบนบล็อกเชนที่ใช้ AI เป็นแกนหลัก
ตลอดช่วงที่ผ่านมา สตาฟีได้สร้างชื่อผ่านการพัฒนา *โทเคนสเตakingแบบลิควิด(LST)* เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับเครือข่ายที่ใช้ระบบ *พรูฟออฟสเตค(PoS)* อย่าง อีเธอเรียม(ETH), โซลานา(SOL) และคอสมอส โดยเปิดตัวโทเคนที่ขึ้นต้นด้วย ‘r’ เช่น rETH, rMATIC, rBNB และ rATOM ซึ่งช่วยให้ผู้ถือสามารถได้ทั้งผลตอบแทนและยังคงสามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ได้ ด้วยโมเดลนี้ สตาฟีสามารถดึงมูลค่าทรัพย์สินรวมที่ถูกล็อกไว้(TVL) ถึงประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1,460 ล้านบาท rETH เพียงโทเคนเดียวเคยมีจำนวนเงินฝากสูงถึง 34 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 497 ล้านบาท)
เมื่อปี 2023 สตาฟีได้เปิดตัว ‘StaFi 2.0’ ซึ่งมาพร้อมแนวคิดบริการแบบ *Liquid Staking as a Service (LSaaS)* ช่วยให้นักพัฒนาสามารถออกแบบและเปิดตัวทั้ง LST แบบกำหนดเองและโทเคนแบบ *ลิควิดรีสเตaking(LRT)* ได้เอง รองรับการใช้งานในระบบกว้างตั้งแต่อีเธอเรียม, เครือข่าย EVM เช่น SEI และ BNB, ไปจนถึง LSD บนบิตคอยน์ผ่านบาบิลอน, และยังรวมถึงระบบนิเวศของคอสมอสและโซลานาอีกด้วย
ในด้านความร่วมมือ สตาฟียังได้เชื่อมต่อกับหลากหลายพันธมิตร อาทิ *Chainlink* สำหรับฟีเจอร์ CCIP, *Everclear* สำหรับระบบครอสเชน และ *zkMe* เพื่อเพิ่มความสามารถในการยืนยันตัวตนแบบ Zero-Knowledge (ZKP) รวมถึงการเปิดตัว vPLS โซลูชันที่พัฒนาบนพื้นฐาน LST ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อขยายขอบเขตการใช้งานและเพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มอื่นๆ
ในช่วง *Revamp Wave 2* สตาฟีได้นำเสนอ *เครื่องมือ AI* สองตัวใหม่คือ ‘Staking Code Agent’ และ ‘Staking Assistant Agent’ โดยตัวแรกสามารถเขียนโค้ดบล็อกเชนตามคำสั่งภาษาอังกฤษแบบธรรมชาติ ส่วนตัวที่สองช่วยวิเคราะห์การลงทุนและปรับแต่งกลยุทธ์สเตakingตามบทสนทนากับผู้ใช้ จุดเด่นคือทำให้การใช้งานเทคโนโลยีซับซ้อนเข้าถึงได้สำหรับผู้ใช้ทั่วไปโดยไม่ต้องมีความรู้ด้านโปรแกรมมิ่ง
ผู้เชี่ยวชาญในวงการมองว่าทิศทางของสตาฟีถือเป็นตัวอย่างชัดเจนของการที่ *AI* กำลังเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจังในเลเยอร์พื้นฐานของ *บล็อกเชน* โดยทางทีมงานยังเปิดเผยว่าจะเผยโรดแมปสำหรับการพัฒนา AI Agent เพิ่มเติมภายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
ด้วยจุดยืนที่เน้นให้บริการ LSaaS แบบครบวงจรบนเครือข่าย PoS บวกกับการรองรับ rโทเคนบนเครือข่ายหลักอย่างอีเธอเรียม ไปจนถึงระบบนิเวศของ EVM, บิตคอยน์ และคอสมอส สตาฟีกำลังก้าวไปอีกขั้นในฐานะเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถบริหารจัดการ *สเตaking* ได้ทั้งผลตอบแทนและสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพ
ความคิดเห็น 0