สัปดาห์แรกของเดือนกันยายน กองทุนส่วนบุคคลแบบทั่วไปที่จัดตั้งใหม่มีทั้งหมด 19 กอง ในจำนวนนี้เป็น 'กองทุนหุ้น' ถึง 11 กอง หรือคิดเป็น 58% ของผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งหมด สะท้อนว่ากลยุทธ์เน้นหุ้นโดดเด่นขึ้นในตลาดกองทุนส่วนบุคคล ท่ามกลางการดีดตัวของดัชนีคอสปี้(KOSPI)
ตามการรวบรวมข้อมูลของวงการธุรกิจการลงทุนทางการเงินเมื่อวันที่ 9 (เวลาท้องถิ่น) ในช่วงเวลาเดียวกันมีการจัดตั้งกองทุนตราสารหนี้และกองทุนผสมสินทรัพย์อย่างละ 3 กอง ส่วนกองทุนอสังหาริมทรัพย์มี 2 กอง โดยจำนวนผลิตภัณฑ์กองทุนหุ้นมากกว่าทุกประเภทที่เหลือ
วงการธุรกิจการลงทุนทางการเงินวิเคราะห์เมื่อวันที่ 9 ว่า การตัดสินใจของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่รับจังหวะดัชนีดีดตัว รวมถึงการกลับมาลงทุนของนักลงทุนรายใหญ่และนักลงทุนสถาบัน เป็นปัจจัยร่วมที่หนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนหุ้นเพิ่มขึ้น
ดัชนีคอสปี้ปรับขึ้นระหว่างวันแตะระดับ 7,171.52 จุดเมื่อวันที่ 8 (เวลาท้องถิ่น) ทำให้ดัชนีกลับขึ้นเหนือระดับ 7,000 จุดได้อีกครั้ง หลังจากเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบราว 6,000 จุดมาจนถึงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา การดีดตัวครั้งนี้มีหุ้นขนาดใหญ่เป็นแรงหนุนหลัก และบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงก็ฟื้นตัวขึ้นบางส่วนตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ดัชนีคอสปี้ลดช่วงบวกลงและปิดตลาดที่ 6,954.52 จุด ลดลง 40.87 จุด หรือ 0.58% จากวันทำการก่อนหน้า การที่ดัชนีดีดตัวระหว่างวันแต่กลับปิดลบ สะท้อนว่าความผันผวนของตลาดยังคงดำเนินต่อไป
ก่อนหน้านี้ กองทุนรวมดัชนี(ETF)ประเภทหุ้นในประเทศเคยเผชิญกับกระแสเงินทุนที่แตกต่างกันไปตามตลาดและกลยุทธ์การลงทุนของแต่ละกองทุน ดังนั้นจึงยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัวเต็มที่ เพียงเพราะจำนวนกองทุนหุ้นส่วนบุคคลที่จัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้นเท่านั้น
กองทุนหุ้นที่จัดตั้งขึ้นในรอบนี้ส่วนใหญ่ใช้โครงสร้าง 'แบ่งชั้นกำไรขาดทุน' ซึ่งเป็นรูปแบบที่บริษัทจัดการกองทุนเข้าร่วมในฐานะนักลงทุนระดับรอง และรับภาระขาดทุนในส่วนหนึ่งก่อนนักลงทุนรายอื่น
โครงสร้างนี้ออกแบบมาเพื่อลดภาระผลขาดทุนของนักลงทุนลงบางส่วนในภาวะที่ตลาดหุ้นยังมีความผันผวนอยู่ พร้อมทั้งแสวงหาผลตอบแทนส่วนเกินเมื่อเทียบกับตลาด อย่างไรก็ตาม โครงสร้างดังกล่าวไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากการขาดทุนได้ทั้งหมด
บลจ.แวลูซิสเต็ม นำโครงสร้างแบ่งชั้นกำไรขาดทุนมาใช้กับผลิตภัณฑ์กองทุนหุ้นรวม 7 กอง ได้แก่ IPO ไฮยีลด์ เลขที่ 3, อินคัมพลัส เลขที่ 2 และแอคทีฟลองชอร์ต เลขที่ 2 เป็นต้น
ด้านกลยุทธ์การบริหารก็มีความหลากหลายมากกว่าการลงทุนตามดัชนีแบบง่ายๆ กองทุน 'มัสต์ โครงสร้างแบ่งชั้นกำไรขาดทุน เลขที่ 11' ของบลจ.มัสต์ ใช้กลยุทธ์ลองชอร์ต ขณะที่กองทุนเอ็นเอชเฮดจ์ อิควิตี้ อัลฟา เลขที่ 16 ของบลจ.เอ็นเอชเฮดจ์ และกองทุน VIP Pioneer-V2 ของบลจ.วีไอพี ใช้โครงสร้างแบบ 'บรรลุเป้าหมาย'
กลยุทธ์ลองชอร์ตคือการซื้อสินทรัพย์ที่คาดว่าราคาจะขึ้น พร้อมกับขายสินทรัพย์ที่คาดว่าราคาจะลงในเวลาเดียวกัน เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ไม่ผูกกับทิศทางตลาด ส่วนผลิตภัณฑ์แบบบรรลุเป้าหมายจะจัดพอร์ตการลงทุนโดยยึดเป้าหมายผลตอบแทนที่กำหนดไว้เป็นหลัก
ในทางกลับกัน ผลิตภัณฑ์ประเภทตราสารหนี้มีจำนวนค่อนข้างน้อย โดยมีการจัดตั้งกองทุน HI-FI ตราสารหนี้ 2 ปี เลขที่ 1 ของบริษัทหลักทรัพย์ชินฮัน และกองทุนตราสารหนี้แบบแบ่งชั้นผลตอบแทน เลขที่ 33 และ 34 ของบลจ.เอบีพี แต่จำนวนโดยรวมยังน้อยกว่าฝั่งกองทุนหุ้น
แหล่งข่าวจากวงการธุรกิจการลงทุนทางการเงินรายหนึ่งกล่าวว่า “เมื่อดัชนียังคงแนวโน้มขาขึ้นต่อเนื่อง เงินทุนที่เคยจอดอยู่ในกองทุนตราสารหนี้ทั่วไปหรือสินทรัพย์ปลอดภัยกำลังเปลี่ยนทิศไปสู่กองทุนหุ้นที่มีกลไกป้องกันความเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น โครงสร้างแบ่งชั้นกำไรขาดทุน” และกล่าวเสริมว่า “ความสามารถของตลาดหุ้นในการปรับขึ้นต่อ และความสามารถในการรับมือกับความผันผวน จะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดขนาดการจัดตั้งกองทุนหุ้นส่วนบุคคลในระยะต่อไป”
ความคิดเห็น: คำกล่าวนี้สะท้อนว่าการขยายตัวของกองทุนหุ้นไม่ได้ผูกอยู่กับการปรับขึ้นของดัชนีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับทางเลือกของนักลงทุนต่อโครงสร้างผลิตภัณฑ์และวิธีบริหารความเสี่ยงด้วย หากตลาดปรับขึ้นต่อแต่ความผันผวนเพิ่มขึ้น ทิศทางการจัดตั้งกองทุนก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้เช่นกัน
โครงสร้างกองทุนส่วนบุคคลที่จัดตั้งใหม่ในสัปดาห์แรกของเดือนกันยายน สะท้อนให้เห็นว่ากองทุนหุ้นได้รับเลือกเป็นอันดับแรกในช่วงที่ดัชนีคอสปี้ดีดตัว อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความผันผวนของตลาดและผลการบริหารกองทุนต่อไป เพื่อประเมินว่าแนวโน้มการจัดตั้งกองทุนหุ้นส่วนบุคคลจะดำเนินต่อเนื่องหรือไม่
ความคิดเห็น 0