ธนาคารกลางยุโรป(ECB) เริ่มนำ 'ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ' มาคำนวณรวมกับมูลค่าหลักประกันที่ธนาคารพาณิชย์นำมาวางกู้ยืม แต่ไม่เปิดเผยตัวเลขปรับลดที่ใช้กับหลักทรัพย์แต่ละรายการและวิธีคำนวณ ทำให้กลายเป็นประเด็นถกเถียงในวงการธนาคารยุโรป ธนาคารที่นำสินทรัพย์ความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศสูงมาวางค้ำประกัน อาจกู้เงินจาก ECB ได้น้อยลง แม้มูลค่าตลาดของสินทรัพย์นั้นจะเท่าเดิมก็ตาม
ECB เริ่มใช้ 'ปัจจัยสภาพภูมิอากาศ'(Climate Factor) กับหลักประกันประเภทหุ้นกู้ที่ออกโดยบริษัทนอกภาคการเงิน ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2026 เหตุผลคือกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ทั้งการเปลี่ยนแปลงนโยบาย เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค อาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์ของบริษัทได้ ECB ระบุในเอกสารชี้แจงที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมว่า ปัจจัยสภาพภูมิอากาศนี้จะถูกนำมาใช้เพิ่มเติมจากอัตราหักลดมูลค่าหลักประกัน(Haircut) แบบเดิมที่มีอยู่แล้ว
การคำนวณปัจจัยสภาพภูมิอากาศอ้างอิงจากสามองค์ประกอบ ได้แก่ ปัจจัยความเครียดจากการเปลี่ยนผ่านที่แตกต่างกันไปตามรายอุตสาหกรรม ระดับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านของบริษัทผู้ออกตราสาร และอายุคงเหลือของหลักทรัพย์ที่นำมาวางค้ำประกัน
ตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือยาวจะถูกประเมินว่ามีความเปราะบางสูงกว่า เนื่องจากกระแสเงินสดในอนาคตมีโอกาสเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายและเทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศมากกว่า ปัจจัยนี้จะถูกนำไปรวมกับอัตราหักลดมูลค่าหลักประกันเดิม เพื่อปรับมูลค่าที่ ECB ยอมรับเป็นหลักประกันในที่สุด
ปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ตัวเลขปัจจัยสภาพภูมิอากาศที่ใช้กับตราสารแต่ละรายการไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ทำให้ธนาคารและผู้เล่นในตลาดไม่สามารถตรวจสอบล่วงหน้าได้ว่าสินทรัพย์ที่ตนนำมาวางค้ำประกันจะถูกปรับลดมูลค่าเท่าใด ขณะที่นักวิจัยภายนอกก็ไม่สามารถคำนวณซ้ำเพื่อยืนยันผลลัพธ์ของ ECB ได้เช่นกัน
สื่อด้านความโปร่งใสระหว่างประเทศ Eye on Global Transparency รายงานว่า วิธีคำนวณและคะแนนรายบริษัทของ ECB ไม่ถูกเปิดเผยอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ตลาดไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ โดยระบุในรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 กันยายนว่า ECB ไม่เปิดเผยทั้งตัวเลขปัจจัยสภาพภูมิอากาศรายบริษัทและองค์ประกอบย่อยที่ใช้คำนวณ
เฟรเดริก ดูกูลอมบีเยร์(Frédéric Ducoulombier) หัวหน้าโครงการกำกับดูแลและนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ สถาบันวิจัยสภาพภูมิอากาศ EDHEC(EDHEC Climate Institute) กล่าวว่า “ควรเปิดเผยคะแนนรายบริษัทผู้ออกตราสาร รวมถึงปัจจัยสภาพภูมิอากาศและองค์ประกอบสำคัญที่ใช้คำนวณรายสินทรัพย์” ความเห็นนี้สะท้อนว่า การเปิดเผยข้อมูลจะช่วยให้ตรวจสอบความผิดพลาดในการคำนวณและความแตกต่างของวิธีปฏิบัติระหว่างสินทรัพย์แต่ละประเภทได้
ในทางกลับกัน ECB ยืนยันว่าสามารถบรรลุเป้าหมายเชิงนโยบายในการปกป้องงบดุลของระบบยูโรซิสเต็ม(Eurosystem) ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวเลขปัจจัยสภาพภูมิอากาศรายสินทรัพย์ ฝ่ายหนึ่งมองว่าการเปิดเผยตัวเลขปรับลดจะช่วยส่งสัญญาณความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศให้ตลาดรับรู้ ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าเป้าหมายด้านการบริหารความเสี่ยงของธนาคารกลางไม่จำเป็นต้องเปิดเผยคะแนนรายบริษัท
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ECB ประกาศว่าจะขยายการใช้ปัจจัยสภาพภูมิอากาศไปยังสินเชื่อที่มีคุณสมบัติเป็นหลักประกันของบริษัทนอกภาคการเงินด้วย โดยกำหนดเริ่มบังคับใช้เร็วที่สุดหลังปลายปี 2027 เป็นต้นไป
มูลค่าหลักประกันสุทธิที่ถูกปรับลดเพิ่มเติม เมื่อรวมทั้งหุ้นกู้และสินเชื่อที่มีคุณสมบัติเป็นหลักประกันเข้าด้วยกัน จะถูกจำกัดเพดานไว้ไม่เกิน 5% และปัจจัยสภาพภูมิอากาศนี้จะมีการปรับปรุงข้อมูลใหม่ทุกปี
แถลงการณ์อย่างเป็นทางการของ ECB ระบุด้วยว่า ตัวเลขปัจจัยสภาพภูมิอากาศรายสินเชื่อที่จะนำมาใช้จะไม่ถูกเปิดเผยเช่นเดียวกัน แม้ขอบเขตการบังคับใช้จะขยายกว้างขึ้น แต่โครงสร้างที่ตลาดไม่สามารถตรวจสอบตัวเลขปรับลดรายสินทรัพย์ได้ด้วยตนเองยังคงเหมือนเดิม
ECB ชี้แจงว่าปัจจุบันปริมาณการใช้หุ้นกู้เป็นหลักประกันยังมีจำกัด ผลกระทบเฉพาะหน้าจากมาตรการนี้จึงไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม หากขยายขอบเขตไปถึงสินเชื่อที่มีคุณสมบัติเป็นหลักประกัน ผลกระทบต่อโครงสร้างหลักประกันของธนาคารและเงื่อนไขการระดมทุนจากธนาคารกลางจะต้องมีการติดตามตรวจสอบแยกต่างหาก
ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าธนาคารพาณิชย์ทั้งวงการมีจุดยืนเดียวกันในประเด็นนี้ ทั้งนี้ ไม่พบข้อมูลยืนยันในเอกสารสาธารณะของสหพันธ์ธนาคารยุโรป(European Banking Federation หรือ EBF) ว่า EBF เคยยื่นข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการให้ ECB เปิดเผยสูตรคำนวณดังกล่าว
ประเด็นถกเถียงนี้กำลังเปลี่ยนจุดสนใจ จากคำถามว่าควรนำความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศมาใช้ในการบริหารหลักประกันหรือไม่ ไปสู่คำถามว่าวิธีคำนวณและกระบวนการตรวจสอบควรเปิดเผยมากน้อยเพียงใด ผลกระทบที่แท้จริงของการปรับมูลค่าหลักประกันต่อเงื่อนไขการระดมทุนของธนาคารแต่ละแห่งคงต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากเริ่มบังคับใช้กับสินเชื่อที่มีคุณสมบัติเป็นหลักประกันจริง
การขยายปัจจัยสภาพภูมิอากาศไปยังสินเชื่อที่มีคุณสมบัติเป็นหลักประกันของ ECB มีกำหนดเริ่มบังคับใช้เร็วที่สุดหลังปลายปี 2027 โดยมูลค่าหลักประกันสุทธิที่ถูกปรับลดเพิ่มเติมเมื่อรวมทั้งหุ้นกู้และสินเชื่อดังกล่าว จะถูกจำกัดเพดานไว้ไม่เกิน 5%
ความคิดเห็น 0