ขอบเขตธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลของธนาคารสหรัฐฯ ยังไม่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนในกฎหมาย จึงได้รับอิทธิพลจากการตีความและการเปลี่ยนแปลงนโยบายของหน่วยงานกำกับดูแล สำนักงานวิจัยรัฐสภาสหรัฐฯ (Congressional Research Service: CRS) ระบุว่า สภาคองเกรสสามารถเลือกได้ว่าจะกำหนดขอบเขตดังกล่าวไว้ในกฎหมาย มอบอำนาจให้หน่วยงานกำกับดูแลใช้ดุลพินิจ หรือผสมผสานทั้งสองแนวทาง
รายงาน “Crypto and Bank-Permissible Activities” (IF13324) ของ CRS เมื่อวันที่ 30 กันยายน อธิบายว่า กิจกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของธนาคารต้องผ่านเกณฑ์สองข้อ ได้แก่ เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องหรือเป็นส่วนประกอบของ “ธุรกิจธนาคาร” ตามกฎหมายหรือไม่ และมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของธนาคารหรือไม่ เมื่อสภาคองเกรสไม่ได้กำหนดรายการกิจกรรมที่อนุญาตไว้ทั้งหมด หน่วยงานกำกับดูแลจึงมีพื้นที่ในการพิจารณาว่ากิจกรรมใหม่ทำได้หรือไม่
รายงานสรุปว่า ตั้งแต่ปี 2017 หน่วยงานกำกับดูแลปรับนโยบายทั้งในทิศทางอนุญาตและจำกัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลต่อบริการที่ธนาคารให้ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ากิจกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดได้รับอนุญาตโดยรวม ธนาคารยังต้องมีฐานทางกฎหมายสำหรับกิจกรรมและผ่านการประเมินความปลอดภัย
สำนักงานผู้ควบคุมเงินตราแห่งสหรัฐฯ (Office of the Comptroller of the Currency: OCC) ยืนยันในเอกสารตีความฉบับที่ 1183 เมื่อเดือนมีนาคม 2025 ว่า ธนาคารระดับชาติและสมาคมออมทรัพย์ของรัฐบาลกลางสามารถให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล ดำเนินกิจกรรมบางประเภทเกี่ยวกับสเตเบิลคอยน์ และทำธุรกรรมชำระเงินผ่านบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์ได้ ขณะเดียวกัน OCC ยกเลิกเอกสารตีความฉบับที่ 1179 ซึ่งกำหนดขั้นตอนแจ้งล่วงหน้าเพื่อขอการไม่คัดค้าน และถอนการเข้าร่วมในแถลงการณ์ร่วมของหน่วยงานกำกับดูแลธนาคารสองฉบับในส่วนที่เกี่ยวกับธนาคารประเภทดังกล่าว OCC ระบุว่ากิจกรรมเหล่านี้ยังต้องดำเนินการอย่างปลอดภัยและมั่นคง พร้อมบริหารความเสี่ยง
การที่ธนาคารเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลเชื่อมโยงกับทั้งความเสียหายของธนาคารแต่ละแห่งและการคุ้มครองผู้ฝากเงิน CRS อธิบายว่า ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลที่ลดลงอาจทำให้เกิดความเสียหายจากการปล่อยกู้ที่มีสินทรัพย์ดังกล่าวเป็นหลักประกัน และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอาจเพิ่มขึ้นเมื่อธนาคารมีความเสี่ยงต่อตลาดมากขึ้น รายงานยังกล่าวถึงข้อกังวลเรื่อง “ภัยทางศีลธรรม” ซึ่งอาจทำให้เกิดการรับความเสี่ยงเกินควร หากหลักประกันความปลอดภัยของรัฐบาลกลางทำให้ธนาคารหรือเจ้าหนี้ไม่ต้องรับความเสียหายทั้งหมดด้วยตนเอง
CRS สรุปทางเลือกของสภาคองเกรสไว้สามแนวทาง ได้แก่ คงอำนาจดุลพินิจของหน่วยงานกำกับดูแล กำหนดกิจกรรมที่อนุญาตหรือจำกัดไว้ในกฎหมาย หรือกำหนดกิจกรรมบางส่วนในกฎหมายและมอบหมายให้หน่วยงานกำกับดูแลพิจารณาส่วนที่เหลือ รายงานระบุว่า กฎหมายอาจช่วยลดการเปลี่ยนแปลงนโยบายเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลมีความเชี่ยวชาญในการประเมินความเปลี่ยนแปลงของตลาดและความเสี่ยงอย่างละเอียด
กิจกรรมบางประเภทถูกระบุไว้ในกฎหมายแล้ว GENIUS Act (P.L. 119-27) ซึ่งประกาศใช้ในเดือนกรกฎาคม 2025 ครอบคลุมการออกสเตเบิลคอยน์เพื่อการชำระเงินโดยบริษัทลูกของธนาคารและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ส่วน CLARITY Act (H.R. 3633) ซึ่งครอบคลุมโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ยังไม่ได้ผ่านเป็นกฎหมาย
เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026 วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติคว่ำญัตติยุติการอภิปรายเพื่อเริ่มพิจารณาในที่ประชุมใหญ่ ด้วยคะแนนเห็นชอบ 49 เสียง และไม่เห็นชอบ 50 เสียง หลังการลงมติ วุฒิสมาชิกทิม สก็อตต์ (Tim Scott) เรียกร้องให้ SEC และ CFTC จัดทำกฎเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลจนกว่าสภาคองเกรสจะออกกฎหมาย ขณะที่วุฒิสมาชิกแองเจลา อัลส์บรูกส์ (Angela Alsobrooks) ระบุว่าเธอลงคะแนนไม่เห็นชอบ เพราะเห็นว่าข้อกำหนดด้านจริยธรรมซึ่งครอบคลุมประธานาธิบดีและสมาชิกสภาคองเกรสยังไม่เพียงพอ ความเห็นทั้งสองเป็นจุดยืนของวุฒิสมาชิกแต่ละคน
รายงานของ CRS ไม่ได้เสนอให้อนุญาตหรือห้ามกิจกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของธนาคารทั้งหมด ประเด็นสำคัญที่รายงานสรุปคือ สภาคองเกรสจะกำหนดขอบเขตไว้ในกฎหมาย มอบหมายให้หน่วยงานกำกับดูแลประเมินความเสี่ยงเป็นรายกรณี หรือผสมผสานทั้งสองแนวทางอย่างไร
ความคิดเห็น 0