Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

บิตคอยน์(BTC) เปลี่ยนบทบาท จากทองคำดิจิทัลสู่สินทรัพย์สร้างรายได้กว่า 7 พันล้านดอลลาร์

บิตคอยน์(BTC) เปลี่ยนบทบาท จากทองคำดิจิทัลสู่สินทรัพย์สร้างรายได้กว่า 7 พันล้านดอลลาร์ / Tokenpost

บทบาทของบิตคอยน์(BTC)เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จาก ‘สินทรัพย์เฉยๆ’ ไปสู่ ‘สินทรัพย์ที่สร้างรายได้’ โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่าบิตคอยน์มูลค่ากว่า 7 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 97,300 ล้านบาท กำลังสร้างผลตอบแทนผ่านโปรโตคอลแบบไร้ศูนย์กลางบนบล็อกเชน สะท้อนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญจากภาพลักษณ์ของ ‘ทองคำดิจิทัล’ ในอดีต

แม้ว่าทองคำจะครองมูลค่าตลาดประมาณ 23 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ในทางกลับกัน บิตคอยน์กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถถือครองและสร้างรายได้ได้พร้อมกัน จึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความ ‘หายากอย่างมีผลิตผล’ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังกระทบต่อกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการเงินของสถาบัน การตีมูลค่าและอัตราผลตอบแทนความเสี่ยง ตลอดจนทฤษฎีการจัดพอร์ตทั้งหมด

แม้โครงสร้างเศรษฐกิจของบิตคอยน์ยังไม่เปลี่ยน ซึ่งรวมถึงจำนวนเหรียญที่ถูกจำกัดที่ 21 ล้าน BTC, แผนการออกเหรียญที่ชัดเจน และการป้องกันเงินเฟ้อที่ปรุงแต่งไม่ได้ แต่การเกิดขึ้นของโปรโตคอลชั้นใหม่กำลังเปิดทางให้ผู้ใช้ใช้งานบิตคอยน์ได้มากกว่าการถือแบบเดิม นั่นหมายถึงโครงสร้างพื้นฐานชุดใหม่ที่เปิดให้สร้างรายได้ โดยไม่ต้องพึ่งแพลตฟอร์มหรือศูนย์กลางแลกเปลี่ยนที่มีความเสี่ยง

ล่าสุดรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยอมรับให้บิตคอยน์เป็น ‘สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ’ อย่างเป็นทางการ ขณะที่เอลซัลวาดอร์ยังคงถือบิตคอยน์ไว้ในทุนสำรองของรัฐ ด้านกองทุน ETF บนสินทรัพย์จริง (spot ETF) ก็มียอดถือครองรวมกว่า 1.26 ล้าน BTC หรือคิดเป็นมากกว่า 6% ของปริมาณบิตคอยน์ทั้งระบบ ขณะเดียวกันบริษัทขุดเหมืองก็เริ่มหันมาใช้กลยุทธ์เพิ่มรายได้ผ่านอัตราดอกเบี้ย แทนการขายทำกำไรเพียงอย่างเดียวมากขึ้น

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนว่า ‘ความน่าเชื่อถือ’ ของบิตคอยน์กำลังขยายไปสู่ ‘การใช้งานได้จริง’ หรือที่เรียกว่า ‘สินทรัพย์เพื่อสร้างรายได้’ รวมถึงกำลังเกิด ‘เส้นอัตราผลตอบแทน’ (yield curve) ขึ้นภายในระบบนิเวศของบิตคอยน์เอง

ในอดีต การสร้างรายได้จากบิตคอยน์ถือเป็นเรื่องยาก เพราะไม่สามารถสร้างรายได้จากการถือเหรียญแบบไร้ศูนย์กลางโดยไม่ต้องโอนเหรียญไปยังบุคคลที่สามได้ แต่ตอนนี้มีวิธีที่สามารถทำได้ เช่น การเชื่อมกระเป๋าเงินของผู้ใช้กับแอปพลิเคชันไร้ศูนย์กลางโดยตรง และเข้าร่วมในระบบความปลอดภัยของเครือข่ายเพื่อแลกรับค่าธรรมเนียม โดยไม่ต้องห่อเหรียญ (wrapping) หรือย้ายข้ามเชน วิธีการใหม่นี้ยังกำจัดความไม่โปร่งใสและความเสี่ยงสูงจากสินค้าแบบรวมศูนย์ที่เคยมีในอดีต

แนวโน้มนี้ยังส่งผลให้หลายกลยุทธ์ของบริษัทขุดเหรียญและกองทุนคลัง (treasury) หันมาใช้โมเดลสร้างผลตอบแทนจากบิตคอยน์มากขึ้น ซึ่งส่งแรงผลักดันต่อความต้องการระบบ ‘มาตรฐานผลตอบแทน’ ที่ชัดเจน หากไม่มี ‘เกณฑ์พื้นฐานในการวัด’ นักลงทุนจะประเมินความเสี่ยงระหว่างกลยุทธ์อนุรักษ์กับกลยุทธ์เชิงรุกได้ลำบาก

ยกตัวอย่างเช่น องค์กรไร้ศูนย์กลางขนาดกลาง (DAO) มี BTC อยู่ 1,200 เหรียญ และต้องการใช้บางส่วนเพื่อดำเนินกิจการในช่วง 6 เดือน หากนำครึ่งหนึ่งไปวางในโปรโตคอลที่สามารถถอนคืนได้ใน 30 วันเพื่อสร้างรายได้ กลยุทธ์นี้ควรถูกตีความว่าเป็นแบบใด — อนุรักษ์หรือเสี่ยง? หากไม่มีจุดอ้างอิงที่ชัดเจน ความเข้าใจจะขึ้นกับมุมมองของผู้วิเคราะห์เท่านั้น

บิตคอยน์ในวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียง ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ แต่ได้กลายเป็น ‘สินทรัพย์ที่สร้างรายได้’ ซึ่งเป็นความแตกต่างพื้นฐานจากทองคำอย่างชัดเจน เพราะทองไม่มีระบบให้ผลตอบแทน ขณะที่บิตคอยน์มี หากสามารถกำหนด ‘เกณฑ์ผลตอบแทนที่เป็นมาตรฐาน’ ได้ ก็จะส่งผลต่อการออกแบบกลยุทธ์ความเสี่ยง การจัดทำนโยบายการเงิน และการรายงานข้อมูลต่อนักลงทุนในวงกว้าง

*หากบิตคอยน์สามารถสร้างรายได้ ก็จำเป็นต้องวัดและเปรียบเทียบผลตอบแทนได้* BTC จึงไม่ใช่แค่สินทรัพย์ที่เก็บไว้เฉยๆ อีกต่อไป แต่เป็นทรัพย์สินเชิงกลยุทธ์ที่จะเพิ่มมูลค่าอนาคตได้เมื่อมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และนั่นอาจกลายเป็นช่องว่างระหว่างผู้ที่ใช้บิตคอยน์เป็นกับผู้ที่ไม่สามารถใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างชัดเจนมากขึ้นในอนาคต

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1