Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

บิตคอยน์(BTC) สร้างสถิติใหม่ในปี 2025 ขณะตลาดอัลต์คอยน์ทรุดหนักถึง 43%

ปี 2025 กลายเป็นปีทองของ ‘บิตคอยน์(BTC)’ ที่สามารถทำสถิติราคาสูงสุดใหม่ แต่สำหรับตลาด ‘อัลต์คอยน์’ โดยรวมแล้วถือเป็นปีแห่งหายนะ นักลงทุนจำนวนมากเผชิญความสูญเสียมหาศาล ทั้งจากโครงการเก่าที่เคยรุ่งเรือง ไปจนถึงโครงการใหม่ที่เคยถูกคาดหวังว่าจะเติบโตแรง ยกเว้นเพียงส่วนน้อยที่สามารถต้านกระแสและโชว์ผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่น

แม้ดัชนี S&P 500 จะพุ่งขึ้น 17% เมื่อต้นปี แต่ ‘บิตคอยน์’ กลับร่วงไปราว 6% ในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่ดัชนีอัลต์คอยน์ของ TradingView ภายใต้หมวด OTHERS ดิ่งลงถึง 43% โดยหนึ่งในเหตุปัจจัยสำคัญคือ ตลาดยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างแท้จริงนับตั้งแต่เหตุการณ์ล่มสลายของ FTX เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2022 ซึ่งส่งผลระยะยาวต่อโครงสร้างของตลาดอัลต์คอยน์ทั้งหมด

ในกลุ่มอัลต์คอยน์ยุคเก่า ที่เคยเป็นหัวหอกของวงการ DeFi อย่าง ‘เชนลิงค์(LINK)’ และ ‘เอเอวีอี(AAVE)’ ก็ล้มเหลวในการรักษาศักยภาพ LINK ร่วงลงกว่า 40% ในปีเดียว และลดลงจากจุดสูงสุดกว่า 76% ขณะที่ AAVE ร่วงแรงถึง 53% ในปีนี้จากจุดสูงสุดเกือบ 78% ส่วน ‘โพลกาดอต(DOT)’ ที่เคยได้รับการจับตามองในฐานะโครงการที่มีศักยภาพกลับปรากฏว่าไม่สามารถขยายการใช้งานในวงกว้างได้ ราคาจึงร่วงเหลือเพียง 1.77 ดอลลาร์ จากระดับสูงสุดในอดีตที่ 54 ดอลลาร์ หรือลดลงไปถึงเกือบ 97%

ด้านโครงการใหม่ที่ถูกคาดหวังว่าจะเป็น ‘ม้ามืด’ ก็ไม่สามารถหลีกหนีชะตากรรมที่คล้ายกัน ‘เอเธนา(ENA)’ ที่เปิดตัวเมื่อเดือนเมษายนแม้ TVL จะพุ่งไปถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ราคากลับทรุดกว่า 78% ตลอดทั้งปี หรือแม้แต่ ‘PUMP’ ซึ่งเป็นโทเคนจากแพลตฟอร์ม Pump.fun ที่เคยได้รับมูลค่าตลาดกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วง ICO เดือนกรกฎาคม แต่ก็ร่วงลงกว่า 78% หลังจากนั้น แม้จะมีโครงการซื้อคืนที่ถือว่าแข็งแกร่ง

‘ความคิดเห็น’: สาเหตุหลักของการดิ่งลงในโครงการใหม่หลายรายมาจาก ‘แรงเทขาย’ ที่เกิดจากโทเคนที่ถูก ‘ปลดล็อก’ สู่ตลาด มากกว่าการมีเม็ดเงินลงทุนใหม่ ทำให้ไม่สามารถควบคุมอุปทานและรักษาราคาได้ในระยะยาว

ท่ามกลางกระแสขาลง กลับมีอัลต์คอยน์ส่วนน้อยที่พุ่งขึ้นอย่างเฉียบขาด โดยเฉพาะกลุ่ม ‘โทเคนความเป็นส่วนตัว’ เช่น ‘แซดแคช(ZEC)’ ที่พุ่งขึ้นกว่า 800% ภายในปีเดียว และพุ่งต่ออีก 900% หลังเดือนกันยายน หรือ ‘โมเนโร(XMR)’ ที่ปรับตัวสูงขึ้น 126% ตลอดปี และโต่ 63% ภายในเดือนกันยายนเพียงเดือนเดียว

เหตุผลสำคัญมาจากความกังวลเรื่อง ‘ความเป็นส่วนตัว’ หลังหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก ทั้ง SEC, IRS ของสหรัฐ และ MiCA จากยุโรป เริ่มเข้ามาควบคุมมากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนแห่เข้าหาเครื่องมือที่สามารถปกปิดตัวตนทางการเงินได้

อีกหนึ่งตัวอย่างที่โดดเด่นคือ ‘HYPE’ โทเคนของ hyperliquid ที่แม้รายปีจะไม่ได้กำไรสูง แต่หลังออกเหรียญ (TGE) ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2024 ก็พุ่งขึ้นถึง 733% และเฉพาะเดือนกันยายนทะยานไปถึง 1,900% จากราคาเปิดตัว โดย HYPE มีจุดเด่นคือ นำ *99%* ของรายได้จากโปรโตคอลไปซื้อคืนและเผาเหรียญในตลาด โดยใช้งบกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในการลดอุปทาน หมายความว่าผู้ถือเหรียญได้รับประโยชน์จากโครงสร้างเศรษฐกิจภายในแบบชัดเจน

สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนภาพว่า ตลาดคริปโตกำลัง ‘เปลี่ยนโครงสร้าง’ การไหลเวียนของเงินทุนได้เน้นไปที่ ‘สเตเบิลคอยน์’ และโทเคนที่ผูกกับสินทรัพย์จริง (RWA) สาเหตุเพราะนักลงทุนมองหาเครื่องมือที่มีเสถียรภาพ และผลตอบแทนที่พิสูจน์ได้ แทนที่จะไล่ล่าความหวังจากเหรียญใหม่ที่ไม่มีโมเดลธุรกิจชัดเจน

‘ความคิดเห็น’: การฟื้นตัวของตลาดอัลต์คอยน์จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อสามารถสร้าง ‘ความเชื่อมั่น’ ผ่านการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโทเคนและการจัดการด้านกำกับดูแล หากโครงการสามารถพิสูจน์คุณค่าเชิงการเงินและใช้ประโยชน์ได้จริง ก็ยังมีโอกาสเหลือให้การกลับมาของอัลต์คอยน์ในอนาคต

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1