ตลาดคริปโตเปิดศักราชใหม่ด้วยพลังการพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง โดยเฉพาะบิตคอยน์(BTC) ที่ทะยานแตะระดับ 98,000 ดอลลาร์ภายในสองเดือน ขณะที่อัลท์คอยน์รายใหญ่อื่น ๆ ก็ขานรับด้วยการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ในความเคลื่อนไหวเชิงบวกนี้ กลับพบว่า *พายคอยน์(PI)* แทบไม่ได้รับอานิสงส์ใด ๆ เลย โดยราคายังคงนิ่งอยู่ในกรอบ 0.20–0.22 ดอลลาร์ หรือราว 295–325 บาท มานานหลายสัปดาห์ โดยไม่มีสัญญาณของการฝ่ากรอบหรือพลิกเทรนด์
เมื่อไม่นานมานี้ *ChatGPT* ได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่พายคอยน์ไม่สามารถฟื้นตัวได้ พร้อมเสนอแนวทางที่อาจช่วยปลุกเหรียญให้ตื่นจากการ ‘หลับใหล’ ดังกล่าว โดยเน้นว่าสิ่งที่จำเป็นไม่ใช่เพียงข่าวเทคโนโลยีหรือการอัปเดตเล็กน้อย แต่เป็น ‘การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน’ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้ลงทุนอย่างแท้จริง
หนึ่งในปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งราคาระยะสั้น คือ ‘แรงกดดันจากอุปทานส่วนเกิน’ พายคอยน์บนเครือข่ายยังมีโทเคนจำนวนมากที่ถูกปลดล็อกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีความเสี่ยงจากแรงขายสูง จากข้อมูลของ PiScanUnlock คาดว่าในอีก 30 วันข้างหน้า จะมีพายคอยน์ถูกปล่อยสู่ตลาดเฉลี่ยกว่า 4.5 ล้านเหรียญ ซึ่งสะท้อนถึงระดับ *แรงขาย* ที่ต้องจับตามอง
สาเหตุถัดมาคือ *การขาดทุนจากภายนอก* ที่ส่งผลต่อสภาพคล่อง โดยตลาดอัลท์คอยน์หลายเหรียญได้ประโยชน์จากกระแสเงินทุนไหลจากบิตคอยน์ แต่พายคอยน์กลับยังจำกัดอยู่ในวงการภายใน ทำให้ไม่สามารถต่อยอดโอกาสจากความสนใจของนักลงทุนรายใหม่ได้ แสดงถึงปัญหาเชิง ‘ทุน’ ที่ขับเคลื่อนราคาไม่ได้
อีกหนึ่งจุดอ่อนคือช่องว่างระหว่าง *พัฒนาการทางเทคนิค* กับระดับ ‘การใช้งานจริง’ ทั้งที่ทีมงานพายเน็ตเวิร์กเพิ่งเปิดตัวโซลูชันด้านระบบการชำระเงินผ่าน PI แต่กลับไม่ส่งผลเชิงบวกต่อ *ความต้องการใช้* โทเคนในระดับกว้าง ซึ่ง AI ชี้ว่า หากไม่สามารถผลักดันให้เกิดเคสใช้งานจำนวนมากได้ ก็ยากที่จะหลุดจากช่วงราคาทรงตัวอย่างในปัจจุบัน
เพื่อเปลี่ยนทิศทางของเหรียญ *ChatGPT* ชี้ว่าพายคอยน์จำเป็นต้องมี “เครื่องมือเร่งการเติบโต” ที่เปลี่ยนโครงสร้างตลาดอย่างแท้จริง โดยเสนอแนวทางไว้ 3 ประการ ได้แก่
หนึ่ง สร้างกรณีใช้งานจริงที่ ‘หลีกเลี่ยงไม่ได้’ นั่นหมายถึง การผลักดันให้องค์กรใหญ่ยอมรับพายคอยน์เป็นช่องทางชำระเงิน, พัฒนาแอปบนระบบที่ต้องใช้ PI เพื่อทำงานฟังก์ชันหลัก หรือการจำกัดอุปทานผ่านกลไก *สเตกิ้ง(Sstaking), การเผาเหรียญ(ฺBurn)* หรือการล็อก(Lockup)
สอง อำนวยความสะดวกต่อ *การไหลเข้าของทุนใหม่* แม้ยังไม่จำเป็นต้องนำเลยไปจดทะเบียนบนตลาดใหญ่อย่างไบนานซ์หรือคอยน์เบส แต่ควรพยายามเปิดรับนักลงทุนจากภายนอกชุมชนเดิมให้มากขึ้น เพื่อเสริมฐานพลังให้พัฒนาไปอีกขั้น
สาม ปรับกลยุทธ์ด้าน ‘การควบคุมอุปทาน’ เพื่อลดแรงกดดันในเชิงโครงสร้าง เช่น ชะลอกำหนดปลดล็อกเหรียญ, เสนอสิ่งจูงใจเพิ่อให้ผู้ถือเหรียญเลือกล็อกเหรียญในระยะยาว หรือแม้กระทั่งออกแบบระบบดีเฟลชั่น(Deflation) เพื่อลดจำนวนเหรียญในระบบอย่างเป็นธรรมชาติ
*ความคิดเห็น:* ChatGPT ระบุว่า นักเก็งกำไรให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงอุปทานอยู่เสมอ หากทีมพัฒนาเดินเกมในมิตินี้ *แม้ความต้องการจะไม่เพิ่มขึ้นมาก* แต่ราคาก็สามารถตอบรับได้ในระดับที่น่าพอใจ
ถึงแม้เทคโนโลยีพื้นฐานของพายคอยน์จะถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อไม่มีการใช้งานจริงที่ชัดเจน เช่นเดียวกับขาดทุนในระบบ และมีอุปทานล้นตลาด ก็ยากที่เหรียญจะเขยื้อนออกจากช่วงราคาเดิมได้
ในที่สุด การจะนำพาพายคอยน์สู่การฟื้นตัว จำเป็นต้องเติมเต็มทั้งสามเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ *การใช้งานจริง*, *การขยายสภาพคล่อง*, และ *การปรับอุปทาน* อย่างเร่งด่วน หากเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งบรรลุผลในเร็ววัน โอกาสในการเห็นการเคลื่อนไหวเชิงบวกก็มีความเป็นไปได้ไม่น้อย
ความคิดเห็น 0