ราคาทองคำพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 757,000 บาท) ส่งผลให้บริษัทหลักในวงการคริปโตอย่าง ‘เทเธอร์’(Tether) และ ‘คอยน์เบส’(Coinbase) ต่างใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกันเพื่อตอบรับเทรนด์ดังกล่าว โดย *เทเธอร์เลือกถือครองทองคำจริง* ในพอร์ตสินทรัพย์ ขณะที่ *คอยน์เบสมุ่งเน้นการให้บริการซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สทองคำ* บนแพลตฟอร์ม แสดงให้เห็นแนวทางที่หลากหลายในการเข้าถึงสินทรัพย์แบบดั้งเดิมผ่านโลกดิจิทัล
เทเธอร์ซึ่งเป็นผู้ออกสเตเบิลคอยน์ USDt ที่อิงกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ระบุว่าตนเองถือครองทองคำจริงเพื่อรองรับโทเคน XAUt ซึ่งเป็นสเตเบิลคอยน์ที่มีทองคำหนุนหลัง โดยข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2025 ระบุว่า *บริษัทมีความเกี่ยวข้องกับทองคำมูลค่ารวมกว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์* (ประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท) โดยเฉพาะมีทองคำจำนวนกว่า *130 ตัน* คิดเป็นมูลค่าประมาณ 22 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.14 แสนล้านบาท) ที่รวมอยู่ในสินทรัพย์สำรองทั้งหมดของบริษัท ด้านโฆษกของเทเธอร์กล่าวว่า *ทองคำที่ใช้ค้ำ XAUt ถูกแยกเก็บและสามารถส่งมอบได้จริง* ทั้งนี้ตามข้อมูลจากคณะกรรมการทองคำโลก ประเทศที่ถือทองมากกว่า 100 ตัน ได้แก่ เม็กซิโก แอฟริกาใต้ และสวีเดน ซึ่งเทเธอร์ก็กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งใน “รองทองคำโลก” ในระดับเดียวกัน โดย *เปาโล อาร์ดอยโน(Paolo Ardoino)* ซีอีโอของบริษัทเปิดเผยว่า “เราจะกลายเป็นหนึ่งใน ‘ธนาคารกลางทองคำ’ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก”
ในอีกด้านหนึ่ง คอยน์เบส ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ไม่ได้ถือครองทองคำจริง แต่ส่งเสริมการซื้อขาย ‘ทองคำฟิวเจอร์ส’ ผ่านแพลตฟอร์มของตนอย่างเต็มที่ *ไบรอัน อาร์มสตรอง(Brian Armstrong)* ซีอีโอของคอยน์เบส ประกาศบนแพลตฟอร์ม X ว่า “ผู้ใช้งานสามารถซื้อขายฟิวเจอร์สที่อิงกับแร่เงิน ทองแดง แพลทินัม และทองคำ ได้แล้ว” อย่างไรก็ตาม ความเห็นบางส่วนชี้ว่า การโปรโมตทองคำในรูปแบบฟิวเจอร์สอาจสะท้อนถึงความร้อนแรงของตลาดที่ใกล้จุดสูงสุดแล้ว นักลงทุนบางรายมองว่าการแห่ซื้อทองโดยไม่ได้ถือทองจริง อาจเป็นสัญญาณเตือนความผันผวนที่กำลังจะตามมา ทั้งนี้ *ไบแนนซ์* ก็เคยเปิดตัวสินค้าฟิวเจอร์สทองและเงินแบบไม่มีวันหมดอายุไปเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา
ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกและการชะลอตัวของตลาดคริปโตในช่วงที่ผ่านมา โดยราคาทองคำในตลาดจริงปรับเพิ่มขึ้นถึง *90% ภายในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา* ขณะที่ บิตคอยน์(BTC) กลับลดลง 13% และปัจจุบันอยู่ที่ระดับ *89,351 ดอลลาร์* (ประมาณ 1.27 ล้านบาท) นอกจากนี้ *ดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ ก็ลดลง 10.7%* ทำให้ทองคำกลายเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่ดึงดูดใจยิ่งขึ้น
กล่าวโดยสรุป เทเธอร์และคอยน์เบสต่างใช้มุมมองและกลยุทธ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเพื่อตอบรับกับเทรนด์ราคาทองคำ โดย *เทเธอร์มุ่งเน้นการถือครองทรัพย์สินจริง* เพื่อเพิ่มเสถียรภาพให้กับโทเคนของตน ขณะที่ *คอยน์เบสสร้างโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงทองผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงิน* ทั้งนี้ ถือเป็นการเปิดฉากให้ภาคธุรกิจคริปโตกำลังพิจารณาปรับตัวเข้าหาสินทรัพย์ดั้งเดิมในรูปแบบใหม่อย่างสร้างสรรค์
ความคิดเห็น 0