Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

มูลค่าสเตเบิลคอยน์พุ่งทำสถิติ 315,000 ล้านดอลลาร์ ดันศึกชิงบัลลังก์ USDC vs USDT ปะทุแรง

สเตเบิลคอยน์ทำสถิติใหม่อีกครั้ง หลังยอด ‘สเตเบิลคอยน์’ รวมในไตรมาส 1 ปี 2026 ทะยานแตะ 315,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 4,756 ล้านล้านบาท) สูงสุดตลอดกาล แม้ตลาดคริปโตโดยรวมจะดูซบเซา แต่เม็ดเงินกลับไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างสเตเบิลคอยน์มากขึ้น และในจุดศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงรอบนี้ การแข่งขันระหว่าง USDC และ USDT กำลังชัดเจนกว่าเดิม

เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ปริมาณสเตเบิลคอยน์ในตลาดเพิ่มขึ้นราว 8,000 ล้านดอลลาร์ อัตราการเติบโตอาจชะลอลง แต่สัญญาณสำคัญคือยังเป็นทิศทาง ‘ขยายตัว’ ไม่ใช่ ‘หดตัว’ บทบาทของสเตเบิลคอยน์ในฐานะสินทรัพย์หลบภัยจึงชัดเจนขึ้น ตัวเลขการใช้งานก็ยืนยันภาพนี้ เมื่อราว 75% ของปริมาณซื้อขายคริปโตทั้งหมดมาจากสเตเบิลคอยน์ คิดเป็นสัดส่วนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งปีพุ่งทะลุ 28 ล้านล้านดอลลาร์ มากกว่าปริมาณชำระเงินรวมของบัตรเครดิตรายใหญ่ทั้ง ‘วีซ่า’ และ ‘มาสเตอร์การ์ด’ รวมกัน

ในกลุ่มผู้ออกเหรียญ ‘USDC’ กลายเป็นตัวเอกของรอบนี้ หลังจากช่วงปลายปี 2023 เป็นต้นมา ปริมาณเหรียญในระบบพุ่งขึ้นถึง 220% จนแตะราว 78,000 ล้านดอลลาร์ สวนทางกับ ‘USDT’ ที่ยังครองอันดับ 1 ในเชิงขนาดตลาด แต่เริ่มสูญเสียส่วนแบ่งการครองตลาดลงอย่างชัดเจน แพลตฟอร์มเทรดคริปโต CEX.IO ระบุว่า การเปลี่ยนสมดุลระหว่าง USDC และ USDT คือความเปลี่ยนแปลงหลักของตลาดสเตเบิลคอยน์ในไตรมาสนี้

การไต่ระดับของ ‘USDC’ ไม่ได้เกิดจากกระแสเก็งกำไรของรายย่อยเป็นหลัก แต่ขับเคลื่อนโดย ‘สถาบันการเงินและภาคธุรกิจ’ ที่เริ่มใช้สเตเบิลคอยน์เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินแบบใหม่ ตั้งแต่การชำระเงินระหว่างธุรกิจ (B2B) การจ่ายเงินเดือน ไปจนถึงการบริหารสภาพคลังผ่านระบบจ่ายเงินอัตโนมัติแบบโปรแกรมมิ่ง ความเคลื่อนไหวของบริษัทด้านการชำระเงินรายใหญ่ อย่าง ‘วีซ่า’ และ ‘Stripe’ ที่ทยอยรองรับ USDC ยิ่งช่วยเร่งดีมานด์ของเหรียญประเภทนี้

ข้อมูลเชิงลึกสะท้อนรูปแบบการใช้งานที่แตกต่าง ค่าเฉลี่ยมูลค่าต่อธุรกรรมของ USDC อยู่ที่ราว 557 ดอลลาร์ ขณะที่ความถี่การหมุนเวียนเหรียญ (velocity) สูงกว่าตลาดโดยรวมถึง 90 เท่า ภาพนี้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้งานแบบ ‘ธุรกรรมขนาดเล็ก แต่ถูกประมวลผลซ้ำๆ ด้วยระบบอัตโนมัติ’ มากกว่าจะเป็นการโอนครั้งใหญ่ทีเดียวจบ ‘คำ’ ที่น่าสนใจคือ นี่คือพฤติกรรมของฝั่งองค์กรและผู้เล่นมืออาชีพ มากกว่าผู้ใช้ทั่วไป

ผู้ออกเหรียญ USDC อย่าง ‘เซอร์เคิล(Circle)’ เตรียมเกมล่วงหน้า ด้วยการออกแบบโครงสร้างเหรียญและการเปิดเผยข้อมูลให้สอดรับกับทิศทางกฎหมายสเตเบิลคอยน์ในสหรัฐฯ ที่กำลังถูกถกเถียงในวอชิงตัน เมื่อกฎเกณฑ์สินทรัพย์ดิจิทัลเริ่มชัดเจนขึ้น การตรวจสอบงบสำรองที่โปร่งใสและโครงสร้างการกำกับดูแลที่เข้มข้นอาจกลายเป็นปัจจัยดึงเม็ดเงินจากฝั่งสถาบันเข้าหา USDC มากขึ้น นักวิเคราะห์หลายรายมองตรงกันว่า “กระแสนี้ไม่ใช่การยอมรับจากรายย่อย แต่คือการย้ายโครงสร้างเงินทุนของสถาบันจากระบบเดิมมาสู่สเตเบิลคอยน์”

หากกฎหมายใหม่ในสหรัฐฯ เลือกให้สิทธิประโยชน์หรือสถานะพิเศษกับสเตเบิลคอยน์ที่ ‘ปฏิบัติตามกฎระเบียบ’ อย่างเข้มงวด กระแสเติบโตของ USDC มีโอกาสเปลี่ยนจากปรากฏการณ์ช่วงสั้น ไปเป็น ‘การเปลี่ยนสมดุลในระยะยาว’ ของตลาดสเตเบิลคอยน์ ในทางกลับกัน หากการผ่านกฎหมายล่าช้า หรือกรอบกำกับดูแลยังคลุมเครือ ความได้เปรียบด้านสภาพคล่องทั่วโลกของ USDT ก็อาจกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง

ด้าน ‘USDT’ ยังคงครองตำแหน่งสเตเบิลคอยน์หมายเลขหนึ่งของโลก ทั้งในแง่ปริมาณเหรียญและสภาพคล่องบนแพลตฟอร์มซื้อขายต่างๆ จุดแข็งสำคัญคือการใช้งานบนเครือข่าย ‘ทรอน(TRX)’ ที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ ใช้โอนได้เร็ว ทำให้เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับการโอนเงินข้ามประเทศวงเงินไม่สูง และการชำระเงินในตลาดเกิดใหม่

แต่สัญญาณของการเปลี่ยนแปลงก็เริ่มชัดเจน ในไตรมาส 1 ปริมาณธุรกรรมขนาดเล็กของ USDT ลดลงถึง 16% ซึ่งเป็นอัตราการหดตัวสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา สะท้อนว่าเคสใช้งานหลักเดิมๆ อย่าง ‘การโอนเงินรายย่อยระหว่างบุคคล’ เริ่มถูกท้าทาย

อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลตลาดบ่งชี้ว่า ราว 76% ของปริมาณซื้อขายสเตเบิลคอยน์ทั้งหมดมาจาก ‘บ็อตเทรด’ และระบบอัลกอริทึมอัตโนมัติ นั่นหมายถึงตลาดกำลังเคลื่อนตัวจากยุคที่ขับเคลื่อนด้วยผู้ใช้รายย่อย ไปสู่ยุคที่มีโครงสร้างแบบสถาบันและระบบอัตโนมัติเป็นศูนย์กลาง ‘ความคิดเห็น’ ของนักวิเคราะห์คือ เมื่อบทบาทของผู้เล่นรายย่อยลดลง ข้อได้เปรียบด้านดีมานด์ธรรมชาติที่เคยหนุน USDT ก็เริ่มอ่อนแรงลงตามไปด้วย

ผู้ออกเหรียญ USDT อย่าง ‘เทเธอร์(Tether)’ หันไปเน้นเรื่องรายงานงบสำรองและการขยายตลาดในภูมิภาคต่างๆ เพื่อรักษาความเชื่อมั่น แต่ในมุมของ ‘นวัตกรรมผลิตภัณฑ์’ หลายเสียงมองว่าเทเธอร์ยังเคลื่อนไหวช้ากว่าคู่แข่ง หากเงินสถาบันเร่งย้ายเข้าสินทรัพย์ที่เป็นมิตรกับกฎระเบียบมากขึ้น กลยุทธ์ที่เน้นแค่การขยายขนาดและภูมิศาสตร์ อาจกลับกลายเป็นจุดอ่อนในระยะยาว

ภาพรวมตลาดชี้ชัดว่า ‘สเตเบิลคอยน์’ กำลังเข้าสู่เฟสใหม่จากเดิมที่แข่งกันที่ปริมาณเหรียญและส่วนแบ่งตลาด ไปสู่การแข่งกันในระดับ ‘โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน’ ว่าใครจะเป็นรากฐานให้กับระบบชำระเงินยุคถัดไป หาก USDC ทะลุระดับ 90,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมกับที่ USDT เริ่มชะลอหรือทรงตัว ช่องว่างที่หดตัวระหว่างทั้งสองเหรียญอาจไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่เป็นแนวโน้มระยะยาวของอุตสาหกรรม

วันนี้ มูลค่าตลาดสเตเบิลคอยน์รวมราว 315,000 ล้านดอลลาร์ได้กลายเป็น ‘สินทรัพย์ฐาน’ ของระบบนิเวศคริปโตไปแล้ว การช่วงชิงความเป็นผู้นำระหว่าง ‘USDC’ และ ‘USDT’ จึงไม่ได้เป็นแค่การแข่งขันของสองเหรียญ แต่คือการวัดกันว่า ระบบการเงินรูปแบบไหนจะถูกสร้างขึ้นบนโครงสเตเบิลคอยน์ และใครจะเป็นผู้กำหนดมาตรฐานของเงินดิจิทัลที่ใช้หมุนทั้งโลกในอนาคต

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1