เอย์ฟ(AAVE) กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญด้าน ‘ธรรมาภิบาลโปรโตคอล’ หลังเอย์ฟ DAO มีมติจัดสรรสเตเบิลคอยน์มูลค่า 25 ล้านดอลลาร์ พร้อมโทเค็นเอย์ฟ(AAVE) อีก 75,000 เหรียญ ให้แก่บริษัทพัฒนาแกนหลัก เอย์ฟ แล็บส์(Aave Labs) เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายการดำเนินงานและการพัฒนาระยะยาวของโปรโตคอล
เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ Cointelegraph ข้อเสนอดังกล่าวผ่านการโหวตในช่วงวันเสาร์ ด้วยคะแนน ‘เห็นชอบ’ ราว 75% โดยกำหนดให้สเตเบิลคอยน์ถูกทยอยจ่ายตลอดระยะเวลา 12 เดือน ขณะที่โทเค็นเอย์ฟ(AAVE) จำนวน 75,000 เหรียญจะถูกเวสต์แบบเส้นตรงยาว 4 ปี โครงสร้างนี้ออกแบบมาเพื่อทั้งช่วยให้เอย์ฟ แล็บส์มี ‘เงินทุนดำเนินงาน’ ที่มั่นคง และผูกแรงจูงใจของทีมพัฒนาไว้กับความสำเร็จระยะยาวของโปรโตคอล
ข้อเสนอนี้เป็นหัวใจของกรอบกลยุทธ์ ‘Aave Will Win’ ที่วางให้เอย์ฟ DAO ทำหน้าที่เป็นผู้จัดสรรเงินทุนเพื่อการพัฒนา ส่วนเอย์ฟ แล็บส์รับบทเป็นทีมสร้างและขยายผลิตภัณฑ์อย่างเต็มตัว กล่าวคือ โปรโตคอลกำลังหันมาใช้โมเดลที่ทุ่มงบประมาณมากขึ้นเพื่อ ‘เร่งการเติบโตของระบบนิเวศของตัวเอง’ ขณะที่เงินสนับสนุนในลักษณะเฉพาะโครงการ เช่น ทุนสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่หรือตามไมล์สโตนการพัฒนา จะถูกยื่นแยกเป็นข้อเสนออื่นในอนาคต
ด้านตัวเลขในตลาด เอย์ฟ(AAVE) ยังคงเป็นหนึ่งในโปรโตคอลดีไฟ(DeFi) ขนาดใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรม ข้อมูลจาก DefiLlama ระบุว่า มูลค่าทรัพย์สินที่ถูกล็อกไว้ในโปรโตคอล (TVL) ของเอย์ฟอยู่เหนือระดับ 25,000 ล้านดอลลาร์ การที่โปรเจกต์ดีไฟระดับ ‘ตัวท็อป’ เลือกปรับโครงสร้างการชดเชยและการจัดสรรงบให้ทีมพัฒนาเช่นนี้ จึงอาจกลายเป็นต้นแบบหรืออย่างน้อยก็แรงกระเพื่อมสำคัญต่อ ‘ธรรมาภิบาลดีไฟ’ โปรเจกต์อื่นๆ
สตานี คูเลชอฟ(Stani Kulechov) ผู้ก่อตั้งเอย์ฟ แสดงความเห็นผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ข้อเสนอนี้คือ “ข้อเสนอที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของเอย์ฟ” เขาระบุว่า “การถือเอย์ฟ(AAVE) ไม่ได้เป็นเพียงการถือสิทธิทางเศรษฐกิจของโปรโตคอล แต่ยังหมายถึงการถือ ‘แบรนด์, ผู้ใช้ และการผสานระบบต่างๆ’ ร่วมกันด้วย ตอนนี้ถึงเวลาที่จะ ‘สร้างไปพร้อมๆ กัน’ แล้ว” ‘ความคิดเห็น’ คำพูดนี้ตอกย้ำทิศทางที่ต้องการให้ผู้ถือโทเค็นรู้สึกเหมือนเจ้าของแบรนด์และระบบนิเวศ ไม่ใช่แค่นักลงทุน
ภายใต้กรอบ ‘Aave Will Win’ ยังมีองค์ประกอบเชิงโครงสร้างจำนวนหนึ่ง เช่น การยกระดับ Aave V4 ให้เป็นโครงสร้างเทคนิคหลักระยะยาวอย่างเป็นทางการ และแนวคิดการจัดตั้งมูลนิธิใหม่เพื่อดูแล ‘แบรนด์เอย์ฟ’ โดยเฉพาะ นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดให้เอย์ฟ แล็บส์โฟกัสเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเอย์ฟ(AAVE) เพื่อลดความซับซ้อนในการบริหารและเพิ่มความเร็วในการปล่อยฟีเจอร์ใหม่ เอย์ฟ แล็บส์ชี้ว่า แนวโน้มสถาบันการเงินที่เริ่มเข้าสู่ดีไฟมากขึ้น การขยายตัวของการใช้งานออนเชนโดยสถาบัน และความชัดเจนด้านกฎระเบียบในบางประเทศ กำลังเป็นแรงหนุนสำคัญให้กลยุทธ์ใหม่นี้มีโอกาสประสบความสำเร็จ
อย่างไรก็ดี การบรรลุข้อตกลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างราบรื่น ชุมชนบางส่วนตั้งคำถามถึง ‘ขนาด’ ของเม็ดเงินที่จัดสรรให้เอย์ฟ แล็บส์ รวมถึงประเด็นการมอบโทเค็นเอย์ฟ(AAVE) จำนวน 75,000 เหรียญซึ่งตามมาด้วย ‘สิทธิออกเสียง’ ในธรรมาภิบาล และการตีความคำว่า ‘รายได้’ ของโปรโตคอล ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมกราคม ข้อเสนอให้โอนทรัพย์สินด้านแบรนด์และทรัพย์สินทางปัญญาของเอย์ฟทั้งหมดมาอยู่ภายใต้การดูแลของ DAO ก็เคยถูกโหวต ‘ไม่ผ่าน’ สะท้อนให้เห็นการถกเถียงที่เข้มข้นเรื่องทิศทางธรรมาภิบาลในระยะยาว
การผ่านข้อเสนอจัดสรรทุนครั้งนี้ทำให้เอย์ฟ(AAVE) เดินหน้าตอกย้ำโครงสร้างที่ ‘ให้ DAO เป็นศูนย์กลางของการจัดการงบพัฒนาและดำเนินงาน’ ชัดเจนยิ่งขึ้น เป็นกรณีศึกษาว่า โปรโตคอลดีไฟขนาดใหญ่สามารถออกแบบ ‘ยุทธศาสตร์การเติบโตระยะยาว’ ผ่านกลไกโหวตของชุมชนอย่างไร และด้วยสถานะของเอย์ฟในตลาดดีไฟ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงน่าจะยังเป็น ‘จุดโฟกัส’ ของผู้เล่นในวงการไปอีกระยะหนึ่ง
ความคิดเห็น 0