Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

สหรัฐจ่อห้ามดอกเบี้ยสเตเบิลคอยน์ทุกช่องทาง ดันตลาดคริปโตสู่ยุคผลตอบแทนแบบเอไอ–ดีไฟน์

วุฒิสภาสหรัฐเดินหน้าผลักดันกฎหมาย ‘ห้ามให้ผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์’ แบบครอบคลุมทุกช่องทาง ส่งผลให้โครงสร้างตลาดคริปโตกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นักวิเคราะห์มองว่า แม้ ‘กฎระเบียบ’ จะเข้มขึ้น แต่ ‘ผลตอบแทน’ ไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่ย้ายไปอยู่ในโครงสร้างรูปแบบใหม่เท่านั้น

เมื่อวันที่ 26 ตามข้อมูลจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง กฎหมาย ‘คลาสซิตี้(CLARITY Act)’ ที่กำลังถูกหารือในวุฒิสภาสหรัฐ มีทิศทางชัดเจนว่าจะ ‘ห้ามการให้ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทน (APY)’ สำหรับการถือครอง ‘สเตเบิลคอยน์’ ทุกรูปแบบ โดยขยายขอบเขตจากเดิมที่ร่าง ‘จีนิอัสแอ็กต์(Genius Act)’ เคยจำกัดเฉพาะ ‘ผู้ออกเหรียญ’ มาเป็นครอบคลุม ‘ทุกตัวกลาง’ ทั้งแพลตฟอร์มซื้อขาย, โบรกเกอร์ และผู้ดูแลสินทรัพย์ (คัสโตเดียน)

หัวใจของร่างกฎหมายฉบับนี้ คือการ ‘ห้ามทุกรูปแบบของผลตอบแทน’ ที่ถูกมองว่า ‘มีลักษณะเชิงหน้าที่หรือเศรษฐกิจเทียบเท่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร’ โดยจะใช้ ‘โครงสร้างจริง’ เป็นเกณฑ์ ไม่ใช่แค่ชื่อเรียกผลิตภัณฑ์ นั่นหมายความว่า ต่อให้ไม่ใช้คำว่า ‘ดอกเบี้ย’ แต่หากรูปแบบผลตอบแทนถือว่าเทียบเท่าดอกเบี้ยเงินฝาก ก็อาจเข้าข่ายถูกห้าม

โดยเฉพาะข้อเสนอประนีประนอมแบบ ‘ติลลิส–บรูคส์(Tillis–Brooks compromise)’ ที่มีการตีความว่า แทบจะตัดข้อยกเว้นเดิมออกไปทั้งหมด ส่งผลให้ ‘ไม่ว่าแพลตฟอร์มใดก็ตาม’ ที่ให้ผลตอบแทนจากยอดคงเหลือของสเตเบิลคอยน์ที่ฝากไว้ มีแนวโน้มจะถูกจัดเป็นกิจกรรมต้องห้าม

ทำเนียบขาวผ่านคณะกรรมการที่ปรึกษาเศรษฐกิจประเมินว่า หากกฎนี้มีผลบังคับใช้ ปริมาณสินเชื่อที่ปล่อยโดยธนาคารสหรัฐจะเพิ่มขึ้นราว 2.1 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.16 ล้านล้านวอน) แต่ในอีกด้านหนึ่ง ‘สวัสดิการผู้บริโภค’ จะลดลงอีกราว 800 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้สะท้อนว่า โครงสร้างผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์เดิม ‘สร้างประโยชน์เชิงตลาด’ ในระดับไม่เล็กทีเดียว

ฝั่งธนาคารและสมาคมสหกรณ์เครดิตกลับสนับสนุนกฎเข้มงวดลักษณะนี้ โดยให้เหตุผลว่า ‘ผลิตภัณฑ์ดอกเบี้ยสเตเบิลคอยน์’ กำลังทำหน้าที่เป็นเหมือน ‘ระบบธนาคารเงา’ (Shadow Banking) ที่แย่งส่วนแบ่งจากตลาดเงินฝากดั้งเดิม

‘ความคิดเห็น’ กฎหมายนี้ในมุมของสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมถูกมองว่าเป็นการปิดจุดรั่วของระบบธนาคาร แต่ในมุมผู้ใช้คริปโต มันคือการบีบให้ต้องหาทางเลือกใหม่สำหรับการสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ดิจิทัล

แม้สหรัฐจะเดินหน้า ‘ห้ามผลตอบแทนตรงจากการฝากสเตเบิลคอยน์’ แต่ผู้เล่นในตลาดกลับมองว่าผลตอบแทนไม่ได้หายไป เพียงแค่ถูก ‘จัดโครงสร้างใหม่’ โดยเฉพาะในรูปแบบที่เรียกว่า ‘บริการผลตอบแทนแบบเซอร์วิส(Service)’

โจ โวโลโน(Joe Vollono) ประธานเจ้าหน้าที่กำกับดูแลด้านกฎหมาย (CCO) ของ STBL อธิบายโมเดลนี้ว่าเป็น ‘ผลตอบแทนในรูปแบบบริการ (Yield-as-a-Service)’ หรือ ‘ค่าตอบแทนที่แฝงอยู่ในบริการ’ มากกว่าจะเป็นดอกเบี้ยตรงจากการฝากสินทรัพย์

ในโมเดลดังกล่าว ผู้ออกเหรียญหรือกระดานเทรดจะ ‘ไม่จ่ายดอกเบี้ยโดยตรง’ ให้ผู้ใช้ แต่จะเชื่อมสินทรัพย์ของลูกค้าเข้าไปยังโปรโตคอลในโลกดีไฟน์(DeFi) ที่สร้างรายได้จาก ‘กิจกรรมการซื้อขายและการจัดสภาพคล่อง’

จุดสำคัญอยู่ที่ ‘เอไอเอเจนต์’ หรือระบบตัวแทนอัตโนมัติที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นศูนย์กลาง ระบบเหล่านี้จะวิเคราะห์สภาพคล่องบนเชนแบบเรียลไทม์ ประเมินความเสี่ยงของแต่ละโปรโตคอล และปรับกลยุทธ์การลงทุนหรือการฟาร์มผลตอบแทนโดยอัตโนมัติ เปลี่ยนจากการ ‘ถือเฉยๆ’ มาเป็น ‘การบริหารเชิงรุก’ เพื่อสร้างผลตอบแทน

ด้านกฎหมาย โครงสร้างเช่นนี้ ‘ยังอยู่ในกรอบที่อนุญาต’ เพราะร่างคลาสซิตี้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ‘ผลตอบแทนที่เกิดจากกิจกรรมการซื้อขาย’ ยังถือว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ตราบใดที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจากการฝากในความหมายเชิงการธนาคาร

‘ความคิดเห็น’ นักกฎหมายด้านสินทรัพย์ดิจิทัลบางส่วนมองว่า ทิศทางนี้จะผลักให้สถาบันคริปโตหันมาเน้น ‘ค่าธรรมเนียมและส่วนแบ่งจากกิจกรรมการซื้อขาย’ มากขึ้น แทนที่จะใช้โมเดลดอกเบี้ยคงที่ ซึ่งถูกมองว่าใกล้เคียงผลิตภัณฑ์ธนาคารเกินไป

ผลลัพธ์คือ ‘ยุคของผลิตภัณฑ์ Earn แบบฝากแล้วรับดอกเบี้ยอัตโนมัติ’ กำลังจะปิดฉาก โดยจะถูกแทนที่ด้วยโมเดลใหม่ที่ผสาน ‘เอไอ, การบริหารพอร์ตแบบอัตโนมัติ และดีไฟน์’ เข้าด้วยกัน ผู้ใช้จะไม่ได้รับ ‘ดอกเบี้ยคงที่’ แต่จะได้รับผลตอบแทนที่ขึ้นกับระดับกิจกรรมและกลยุทธ์บนเครือข่ายบล็อกเชน

อย่างไรก็ตาม ภาพยังไม่ชัดเจนทั้งหมด เพราะหากหน่วยงานกำกับดูแลตัดสินใจ ‘ขยายข้อจำกัดไปถึงผลตอบแทนจากกิจกรรมการซื้อขาย’ ในอนาคต โครงสร้างที่กำลังทดลองใช้ในตอนนี้ก็อาจต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กันอีกระลอก

‘ความคิดเห็น’ ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างผลิตภัณฑ์การเงินดิจิทัลมองว่า สมรภูมิแข่งขันต่อจากนี้ ไม่ได้อยู่ที่ ‘ใครให้ดอกเบี้ยสูงกว่ากัน’ แต่คือ ‘ใครออกแบบโครงสร้างผลตอบแทนที่ทั้งถูกกฎหมาย โปร่งใส และยังมีประสิทธิภาพสำหรับผู้ใช้’ ได้ดีกว่ากัน

สุดท้าย แม้กฎระเบียบเกี่ยวกับ ‘สเตเบิลคอยน์’ ในสหรัฐจะถูกยกระดับความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แต่ตลาดเองก็กำลังเร่งวิวัฒนาการตามไปติดๆ ทิศทางต่อไปจึงน่าจะอยู่ที่ว่า ใครจะสามารถใช้ ‘เอไอ’ และ ‘ดีไฟน์’ เพื่อออกแบบโมเดลสร้างผลตอบแทนที่ ‘ถูกต้องตามกฎหมายและยังดึงดูดผู้ใช้’ ได้ก่อนกัน ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดความได้เปรียบในยุคใหม่ของสินทรัพย์ดิจิทัล

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1