เทสลา(TSLA) ยังคงถือครองบิตคอยน์(BTC) จำนวนเดิมในช่วงไตรมาส 2 แต่จากภาวะ ‘ราคาบิตคอยน์ร่วง’ ทำให้บริษัทต้องบันทึก ‘ขาดทุนด้อยค่า’ ราว 112 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.646 แสนล้านวอน) สะท้อนให้เห็นชัดว่าความผันผวนของบิตคอยน์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อฐานะการเงินของบริษัทจดทะเบียน
เทสลาเปิดเผยในรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ว่าบริษัทถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ที่ 11,509 BTC เท่าเดิม ไม่ได้มีการ ‘ซื้อเพิ่ม’ หรือ ‘ขายออก’ เลย นับตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา ในช่วงดังกล่าว ราคาบิตคอยน์ร่วงจากบริเวณ 83,000 ดอลลาร์ ลงไปแถว 58,000 ดอลลาร์ ลดลงราว 14% แม้ล่าสุดจะดีดกลับขึ้นมาบริเวณ 65,840 ดอลลาร์ แต่หากดูในมุม ‘ผลประกอบการรายไตรมาส’ ก็ยังสะท้อนภาพการอ่อนตัวของราคาอยู่ดี
ภายใต้ ‘มาตรฐานบัญชีปัจจุบัน’ สินทรัพย์ดิจิทัลต้องรับรู้ ‘ขาดทุนทันที’ เมื่อราคาในตลาดลดลง เทสลาจึงบันทึกขาดทุนด้อยค่าหลังหักภาษี 112 ล้านดอลลาร์ในงบไตรมาส 2 จากการปรับตัวลงของราคาบิตคอยน์ ขณะที่หากภายหลังราคาฟื้นตัว ก็ไม่สามารถกลับรายการขาดทุนส่วนนี้ขึ้นมาได้ตามกติกาบัญชีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
ด้านผลประกอบการหลักของเทสลาในไตรมาส 2 ออกมาในลักษณะ ‘ผลงานปนดีปนแย่’ กำไรต่อหุ้น (EPS) แบบปรับปรุงอยู่ที่ 0.33 ดอลลาร์ ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ระดับ 0.55 ดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ แต่รายได้รวมทำได้ 28.2 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าประมาณการ 27.6 พันล้านดอลลาร์ เล็กน้อย ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 16.8% และมีกำไรสุทธิ 1.11 พันล้านดอลลาร์ ทว่ากระแสเงินสดอิสระกลับเป็น ‘ติดลบ’ ราว 1.1 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ตลาดมองว่าความแข็งแกร่งด้านการเงินของบริษัทเริ่มถูกกดดันมากขึ้น
ในเรื่อง ‘กลยุทธ์ถือครองบิตคอยน์’ เทสลายังคงเป็นหนึ่งในบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ที่ถือบิตคอยน์อยู่ในพอร์ต แต่แนวทางค่อนข้างต่างจากบริษัทที่เน้นสะสมเชิงรุกอย่าง ‘สตราทีจี(Strategy)’ ซึ่งมักเข้าซื้อเพิ่มอย่างต่อเนื่อง
เทสลาเริ่มซื้อบิตคอยน์ครั้งใหญ่ช่วงต้นปี 2021 มูลค่ารวมราว 1.5 พันล้านดอลลาร์ และเคยเปิดให้ใช้บิตคอยน์ชำระค่ายานยนต์ได้ระยะหนึ่ง ก่อนจะยุติการรับชำระด้วยคริปโต โดยให้เหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม ต่อมาในปี 2022 บริษัทตัดสินใจขายบิตคอยน์ออกไปราว 75% ของที่ถืออยู่ เหลือเพียง 11,509 BTC ซึ่ง ‘ถูกแช่แข็ง’ อยู่ในงบดุลโดยแทบไม่เปลี่ยนแปลงมานานเกือบ 4 ปีแล้ว
‘ความคิดเห็น’ กรณีของเทสลาตอกย้ำว่าความผันผวนของบิตคอยน์สามารถสะท้อนเข้ามาใน ‘ตัวเลขกำไรขาดทุน’ ของบริษัทได้โดยตรง โดยเฉพาะในช่วงราคาลง แม้ไม่ได้มีการขายเหรียญออกจริง ๆ ก็ยังต้องรับรู้ขาดทุนผ่านงบการเงิน อีกทั้งเมื่อบันทึก ‘ขาดทุนด้อยค่า’ ไปแล้ว หากราคาฟื้นขึ้น ก็ไม่สามารถกลับกำไรส่วนนั้นเข้ามาได้ตามกฎบัญชีปัจจุบัน
เมื่อบิตคอยน์(BTC) เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง ตลาดจึงจับตาดูว่า ‘กลยุทธ์ถือยาว’ ของเทสลา(TSLA) จะส่งผลอย่างไรต่อผลประกอบการในอนาคต และราคาบิตคอยน์ที่เหวี่ยงแรงจะยังเป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างความผันผวนให้กับงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่อีกนานแค่ไหน
ความคิดเห็น 0