การขยายวงเงินบายแบ็กพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐ (U.S. Department of the Treasury) กลายเป็นปัจจัยเชิงมหภาคที่หนุนราคาทองคำและบิตคอยน์(BTC) ให้แข็งแกร่งขึ้น มาตรการลดแรงกดดันอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่เกิดขึ้นพร้อมกับเงินดอลลาร์อ่อนค่า ทำให้การพูดถึงสินทรัพย์ทางเลือกขยายวงกว้างขึ้น
กระทรวงการคลังสหรัฐระบุในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 19 ว่าจะเพิ่มวงเงินบายแบ็กพันธบัตรรัฐบาลประเภทอัตราดอกเบี้ยคงที่ อายุ 10-20 ปี และ 20-30 ปี เพื่อเสริมสภาพคล่อง จากเดิมสูงสุดครั้งละ 2,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.766 ล้านล้านวอน) เป็นอย่างน้อยครั้งละ 4,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.532 ล้านล้านวอน) โดยวงเงินใหม่นี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน
บายแบ็ก คือมาตรการที่รัฐบาลซื้อพันธบัตรที่เคยออกไปแล้วกลับคืนจากตลาด เพื่อพยุงราคาพันธบัตรและลดแรงกดดันที่จะทำให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้น
มาตรการนี้เกิดขึ้นในช่วงที่แรงกดดันด้านอุปสงค์-อุปทานในพันธบัตรระยะยาวเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากพันธบัตรที่มีอายุครบกำหนดยาวยิ่งมีความผันผวนของราคาต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น หากสภาพคล่องอ่อนแอลง การเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยและราคาก็อาจรุนแรงขึ้นตามไปด้วย
นักลงทุนบางส่วนตีความมาตรการนี้ว่าเป็นสัญญาณที่รัฐบาลเข้าแทรกแซงอุปสงค์-อุปทานพันธบัตรระยะยาวโดยตรง การตีความดังกล่าวโยงไปสู่ประเด็นถกเถียงเรื่อง 'ดีเบสเมนต์เทรด' (debasement trade) ที่ว่าการขยายหนี้สาธารณะและปริมาณเงินอาจทำให้มูลค่าของเงินตราที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายลดลง
ดีเบสเมนต์เทรด หมายถึงกระแสการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำหรือบิตคอยน์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความกังวลว่ามูลค่าเงินตราจะลดลง โดยทั่วไปทองคำถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิม ขณะที่บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกเน้นย้ำเรื่องปริมาณจำกัด ทั้งสองจึงมักถูกจัดอยู่ในประเด็นถกเถียงเดียวกันนี้
สำนักข่าวเอพี (AP) รายงานว่าภายหลังแถลงการณ์ของกระทรวงการคลัง ราคาบิตคอยน์พุ่งทะลุ 77,000 ดอลลาร์ ขณะที่ทองคำปรับขึ้นไปแตะระดับ 4,661 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 6.45 ล้านวอน) รายงานเดียวกันระบุว่าในช่วงที่ราคาปรับขึ้น มีการปิดสถานะขาลง (short position) มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.532 ล้านล้านวอน)
มีการตีความว่าการปิดสถานะขาลงเป็นปัจจัยที่ขยายความเคลื่อนไหวของราคามากกว่าการปรับขึ้นของราคาเพียงอย่างเดียว เพราะการปิดสถานะขาลงมักเกิดจากการซื้อคืนเพื่อลดผลขาดทุนเมื่อราคาปรับขึ้น ซึ่งสามารถขยายช่วงการปรับขึ้นในระยะสั้นให้มากกว่าปกติ
มาร์เก็ตวอตช์ (MarketWatch) รายงานว่าหลังการแถลงของกระทรวงการคลัง เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงพร้อมกับราคาบิตคอยน์และทองคำที่ปรับขึ้น ก่อนหน้านี้ โทเคนโพสต์ (TokenPost) เคยรายงานว่าบิตคอยน์ปรับขึ้นพร้อมกับตลาดหุ้นสหรัฐหลังกระทรวงการคลังสหรัฐประกาศขยายวงเงินซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เป็นปัจจัยเฉพาะของสินทรัพย์ดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภาพรวมเชิงมหภาคที่ต้องพิจารณาร่วมกันทั้งอัตราดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์ และภาระทางการคลัง
ก็มีการตีความในทิศทางตรงข้ามเช่นกัน เวิลด์โกลด์เคาน์ซิล (World Gold Council) ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 21 ว่าภายหลังแถลงการณ์ของกระทรวงการคลัง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวลดลง ขณะที่ราคาทองคำปรับขึ้นราว 3%
เวิลด์โกลด์เคาน์ซิลระบุเพิ่มเติมว่ามาตรการนี้อาจไม่ใช่การควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve control) โดยตรง แต่อาจเป็นก้าวหนึ่งที่มุ่งไปในทิศทางดังกล่าว การขยายบายแบ็กพันธบัตรระยะยาวอาจช่วยบรรเทาปัญหาสภาพคล่องในตลาดได้ แต่ไม่ได้ขจัดภาระขาดดุลทางการคลังและอุปทานพันธบัตรของสหรัฐที่มีอยู่เดิม
สำหรับนักลงทุนไทย ความเคลื่อนไหวนี้ก็เชื่อมโยงกับราคาที่รับรู้ในรูปเงินบาทเช่นกัน แม้ราคาบิตคอยน์ในสกุลดอลลาร์จะเท่าเดิม แต่ราคาที่ซื้อขายในตลาดแลกเปลี่ยนภายในประเทศอาจแตกต่างกันไปตามอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์ต่อบาท
ราคาทองคำก็เช่นเดียวกัน ราคาต่างประเทศและอัตราแลกเปลี่ยนมีผลร่วมกัน แม้เงินดอลลาร์อ่อนค่าอาจถูกตีความในเชิงบวกต่อราคาทองคำในตลาดโลก แต่ราคาที่แปลงเป็นเงินบาทจะผันผวนไปตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนด้วยเช่นกัน
มาตรการขยายบายแบ็กของกระทรวงการคลังจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ไปจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน โดยวงเงินหลังจากช่วงเวลาดังกล่าวจะถูกกำหนดใหม่อีกครั้งพร้อมกับการประกาศแผนการกู้ยืมในไตรมาสถัดไป
ความคิดเห็น 0