ไมโครซอฟท์($MSFT) เปิดพรีวิวบริการ Azure เชื่อมต่อเครือข่ายส่วนตัวกับอเมซอนเว็บเซอร์วิส (AWS) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ถือเป็นก้าวสำคัญที่ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่สองรายเริ่มยอมรับซึ่งกันและกันในฐานะคลาวด์ที่เชื่อมต่อกันได้ ไม่ใช่แค่คู่แข่งในตลาดอีกต่อไป
AWS ประกาศผ่านบล็อกทางการเมื่อวันที่ 14 เมษายนว่าเปิดตัวบริการ AWS Interconnect Multicloud อย่างเป็นทางการ โดยระบุกูเกิลคลาวด์ (Google Cloud) เป็นพันธมิตรรายแรกที่ได้รับการรองรับ ส่วน Azure และออราเคิล คลาวด์ อินฟราสตรัคเจอร์ (OCI) ถูกวางไว้เป็นกลุ่มที่จะเข้าร่วมช่วงปลายปี 2026
ต่อมาออราเคิล (Oracle) ประกาศเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมว่าเปิดใช้งานฟีเจอร์เครือข่ายมัลติคลาวด์ร่วมกับ AWS อย่างเป็นทางการแล้ว ก่อนที่ไมโครซอฟท์จะเปิดพรีวิว Azure Multicloud Interconnect ในวันที่ 26 สิงหาคม ส่งผลให้การเชื่อมต่อส่วนตัวระหว่าง AWS และ Azure เข้าสู่ขั้นทดสอบเช่นกัน
ไมโครซอฟท์ระบุในบล็อกทางการว่าบริการนี้สร้างขึ้นบนพื้นฐานของ Azure ExpressRoute และ AWS Direct Connect โดยให้บริการร่วมกับ AWS ในช่วงพรีวิว ลูกค้าสามารถทดสอบฟีเจอร์นี้บนสถาปัตยกรรมของตัวเองได้ แต่บริษัทยังไม่เปิดเผยกำหนดการเปิดให้บริการจริง
ประเด็นสำคัญคือทั้งสองบริษัทยอมรับอย่างเป็นทางการว่าอีกฝ่ายเป็นคลาวด์ที่ ‘เชื่อมต่อกันได้’ ไม่ใช่แค่คู่แข่งเพียงอย่างเดียว มัลติคลาวด์คือรูปแบบการดำเนินงานที่องค์กรกระจายเวิร์กโหลดด้านการวิเคราะห์ข้อมูล แอปพลิเคชัน การจัดเก็บข้อมูล รวมถึงการเทรนและอนุมานโมเดล AI ไว้บนคลาวด์หลายเจ้าพร้อมกัน
ก่อนหน้านี้การเชื่อมต่อส่วนตัวระหว่างคลาวด์ต้องอาศัยสายเช่าเฉพาะ การเช่าพื้นที่โคโลเคชั่น เราเตอร์ที่ลูกค้าต้องบริหารเอง การตั้งค่าเซสชัน BGP และการเข้ารหัสที่ต้องปรับแยกกันในแต่ละจุด ขั้นตอนเปิดใช้สายและปรับนโยบายเครือข่ายมักใช้เวลานาน กลายเป็นภาระด้านปฏิบัติการสำหรับองค์กรที่ใช้คลาวด์หลายเจ้าพร้อมกัน
อเมซอนเว็บเซอร์วิสระบุในหน้าผลิตภัณฑ์ว่า AWS Interconnect Multicloud มอบการเชื่อมต่อความเร็วสูงแบบส่วนตัวที่มีแบนด์วิดท์เฉพาะระหว่าง Amazon VPC กับสภาพแวดล้อมคลาวด์อื่น โดยเชื่อมโยงกับ AWS Transit Gateway, AWS Cloud WAN และ Amazon VPC
AWS ระบุว่าลูกค้าสามารถเลือกคลาวด์ปลายทาง ภูมิภาค และแบนด์วิดท์ผ่านคอนโซลหรือเครื่องมือบรรทัดคำสั่ง แล้วสร้างการเชื่อมต่อได้ภายในไม่กี่นาที เป้าหมายหลักคือการลดขั้นตอนติดตั้งแบบสั่งทำเป็นรายโครงการอย่างที่ผ่านมา
ด้านความปลอดภัยและความทนทานของระบบก็ถูกให้ความสำคัญเช่นกัน AWS ระบุว่าใช้การเข้ารหัส MACsec บนช่วงลิงก์ทางกายภาพ และใช้ลิงก์เชิงตรรกะกับสถานที่ทางกายภาพหลายจุดร่วมกัน เพื่อไม่ให้อุปกรณ์หรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งล่มแล้วตัดการเชื่อมต่อทั้งหมด
หน้าผลิตภัณฑ์ของ AWS เรียกโครงสร้างนี้ว่า ‘4-way resilience’ อย่างไรก็ตาม การเข้ารหัสและนโยบายบนโครงข่ายหลักของผู้ให้บริการคลาวด์แต่ละรายยังคงถูกบริหารจัดการแยกกันตามนโยบายของแต่ละบริษัท
AWS เปิดเผยสเปกของบริการภายใต้ชื่อ aws/interconnect-multicloud บน GitHub ด้วย ซึ่งเป็นการเปิดทางให้ผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่นและพันธมิตรนำไปใช้งานในรูปแบบเดียวกันได้ ไม่ผูกติดอยู่กับคู่พันธมิตรรายใดรายหนึ่งเท่านั้น
ทั้งนี้การเปิดเผยสเปกไม่ได้หมายความว่าจะกลายเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมโดยอัตโนมัติ การจะกลายเป็นมาตรฐานจริงหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับขอบเขตการนำไปใช้ของผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่นและพันธมิตรด้านเครือข่ายต่อไป
ตัวอย่างลูกค้าองค์กรที่ AWS นำมาอ้างอิงคือเซลส์ฟอร์ซ (Salesforce) โดย AWS ระบุว่าเซลส์ฟอร์ซใช้บริการนี้เชื่อมต่อระหว่าง AWS และกูเกิลคลาวด์อยู่ในปัจจุบัน
AWS ระบุว่าตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2026 จะให้บริการ local interconnect ฟรีความเร็ว 500Mbps จำนวน 1 รายการต่อภูมิภาค ส่วนค่าบริการฝั่งผู้ให้บริการคลาวด์อีกฝ่ายที่เชื่อมต่อด้วยจะเป็นไปตามนโยบายของแต่ละบริษัท แยกต่างหากจากส่วนที่ AWS ให้ฟรี
การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลถึงทางเลือกด้านโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ของผู้ประกอบการในประเทศด้วย เพราะบริการด้าน AI ข้อมูล และแอปพลิเคชันบนบล็อกเชนจำนวนมากไม่ได้ผูกอยู่กับคลาวด์เจ้าเดียว และคุณภาพการเชื่อมต่อระหว่างคลาวด์ก็กลายเป็นหนึ่งในเกณฑ์การตัดสินใจเลือกใช้งาน
หากพรีวิวของ AWS และ Azure พัฒนาไปสู่บริการเต็มรูปแบบ องค์กรต่าง ๆ จะสามารถสร้างเครือข่ายส่วนตัวเชื่อมต่อระหว่างคลาวด์ได้ด้วยขั้นตอนที่สั้นลงกว่าเดิม ส่วนราคา ภูมิภาคที่รองรับ และกำหนดการเปิดให้บริการจริงฝั่ง Azure นั้นยังไม่มีการเปิดเผยในขณะนี้
ความคิดเห็น 0