ก่อนหน้าการบังคับใช้กฎระเบียบ MiCA ซึ่งเป็นกรอบกำกับดูแลตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของสหภาพยุโรป(EU) ธนาคารกลางฝรั่งเศสได้ออกมาเรียกร้องให้สำนักงานกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ยุโรป(ESMA) ได้รับ ‘อำนาจในการกำกับดูแล’ บริษัทคริปโตรายใหญ่โดยตรง โดยเตือนว่าการกระจายอำนาจควบคุมอยู่ในแต่ละประเทศสมาชิกอาจเป็นภัยต่อ ‘อธิปไตยทางการเงิน’ ของยุโรป
เมื่อวันที่ 6 ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ฟร็องซัวส์ วีลเลอรัว เดอ กาลโฮ(François Villeroy de Galhau) ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส กล่าวในเวที ACPR-AMF Fintech Forum ที่กรุงปารีสว่า เขาเห็นว่า “ESMA ควรมีอำนาจในการกำกับดูแลผู้ออกสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วทั้ง EU ร่วมกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดการเงินฝรั่งเศส (AMF)” พร้อมเน้นว่าระบบกำกับดูแลแบบรวมศูนย์จะช่วยสร้าง *ความสม่ำเสมอทางกฎระเบียบ* และลดความไม่แน่นอนของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กฎระเบียบ MiCA มีกำหนดเริ่มใช้อย่างเต็มที่ภายในช่วงปลายปี 2024 โดยจะเป็นกฎหมายแรกที่ควบคุมตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในระดับยุโรป แต่ในปัจจุบัน อำนาจในการกำกับดูแลยังคงกระจายอยู่ภายใต้หน่วยงานของแต่ละประเทศ ทำให้เกิดข้อกังวลในเรื่อง *ความไม่สอดคล้องในการบังคับใช้* และประสิทธิภาพของการกำกับที่ลดลง
วีลเลอรัวยังเสริมว่า “ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของบริษัทคริปโตในยุโรป การพึ่งพาระบบกำกับดูแลในระดับชาติอาจกลายเป็น ‘ความเสี่ยง’” โดยการไม่มีระบบรวมศูนย์อาจนำไปสู่ ‘ช่องว่างด้านกฎระเบียบ’ ระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายของ EU เอง
ESMA ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลตลาดการเงินของประเทศสมาชิก EU ได้มีบทบาทร่วมกับธนาคารกลางยุโรป(ECB) ในการรักษา ‘เสถียรภาพของตลาด’ และคำกล่าวของวีลเลอรัวในครั้งนี้ ได้สะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับบทบาทของ ESMA ไปไกลกว่าแค่การให้คำแนะนำ แต่ควรมีอำนาจ *ในการออกใบอนุญาตและดำเนินการลงโทษ* โดยตรง
*ความคิดเห็น* จากภาคธุรกิจมองว่า คำเรียกร้องของวีลเลอรัวครั้งนี้เป็นสัญญาณสำคัญที่ช่วยปูทางสู่การบังคับใช้ MiCA อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต และการสร้างระบบกำกับดูแลที่ชัดเจนสำหรับบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลก็จะเป็นจุดแข็งให้ EU สามารถแข่งขันกับตลาดในสหรัฐฯ และเอเชียได้อย่างมั่นคงกว่าที่เคย
ความคิดเห็น 0