พฤศจิกายนที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ตลาดคริปโตต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรง บิตคอยน์(BTC) ร่วงลงมากกว่า 20% ตลอดทั้งเดือน ขณะที่มูลค่าตลาดรวมของสินทรัพย์ดิจิทัลหายไปถึงราว 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,936 ล้านล้านวอน
จุดศูนย์กลางของความไม่มั่นคงในตลาดครั้งนี้คือความกังวลเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และความเสี่ยงที่ฟองสบู่ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) อาจแตกออก บรรยากาศโดยรวมในทั้งตลาดหุ้นและตลาดคริปโตตกอยู่ในภาวะ ‘เชิงลบ’ โดยในวันที่ 15 พฤศจิกายน บิตรคอยน์ยิ่งเพิ่มความกังวลให้กับนักลงทุนด้วยสัญญาณ ‘เดธครอส (Death Cross)’ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน เคลื่อนตัวต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 200 วัน ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นสัญญาณการกลับตัวลงของราคา
อย่างไรก็ตาม ด้านเศรษฐกิจมหภาคก็มีทิศทางที่น่าจับตามองเช่นกัน ข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่าประเทศสมาชิก G20 จำนวน 17 แห่งมีอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงจากเดือนก่อนหน้าในเดือนพฤศจิกายน สะท้อนถึงแนวโน้มที่เงินเฟ้อทั่วโลกอาจเริ่มชะลอตัวลง
ในขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับคริปโตก็เร่งตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็น ‘นโยบายภาษี’ ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญในการผลักดันให้คริปโตเข้าสู่ระบบสถาบันอย่างจริงจัง เมื่อการใช้งานคริปโตขยายเข้าสู่ระดับองค์กร ส่งผลให้เกิดการถกเถียงถึงกรอบภาษีที่เหมาะสม โดยในเดือนพฤศจิกายนเพียงเดือนเดียว มีถึง 7 ประเทศที่ปรับกฎเก็บภาษีคริปโต หรืออยู่ระหว่างหารือแนวทางใหม่
เนื่องจากคริปโตเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีการซื้อขายแบบไร้พรมแดน แนวทางการจัดเก็บภาษีที่แต่ละประเทศนำมาใช้จึงอาจส่งผลต่อทิศทางการพัฒนาตลาดในอนาคต ดังนั้นหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า ‘สินทรัพย์ใดควรจัดเก็บภาษี และควรทำอย่างไร’
*ความคิดเห็น: แม้ว่าช่วงสั้นจะได้รับผลกระทบจากตัวชี้วัดทางเทคนิคและปัจจัยมหภาคที่ไม่แน่นอน แต่แนวโน้มการชะลอตัวของเงินเฟ้อและท่าทีที่ชัดเจนขึ้นของนโยบายการคลัง อาจเป็นสัญญาณ ‘บวก’ สำหรับนักลงทุนในระยะกลางถึงยาว อีกทั้งการปรับปรุงกฎเก็บภาษีในหลายประเทศอาจสะท้อนถึงการเตรียมพร้อมเข้าสู่การยอมรับทรัพย์สินดิจิทัลในระดับกฎหมายอย่างจริงจัง*
ความคิดเห็น 0