โนเบิลประกาศย้ายบล็อกเชนจากคอสมอสสู่เครือข่ายที่รองรับ EVM
โนเบิล(Noble) บล็อกเชนที่เชี่ยวชาญด้านสเตเบิลคอยน์ เตรียมย้ายออกจากระบบนิเวศของคอสมอส(ATOM) เพื่อไปเปิดตัวบล็อกเชนอิสระใหม่ที่เข้ากันได้กับอีเธอเรียม(Ethereum) และรองรับ Ethereum Virtual Machine (EVM) อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีกำหนดเปิดตัวในวันที่ 18 มีนาคม ตามเวลาท้องถิ่น การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นกลยุทธ์เพื่อยกระดับ ‘ประสิทธิภาพ’, ‘ความสามารถในการขยายตัว’ และดึงดูดนักพัฒนาเข้าร่วมในระบบมากขึ้น
โนเบิลจะยกเลิกบล็อกเชนเดิมที่สร้างจาก Cosmos SDK และเปลี่ยนไปใช้เครือข่ายอิสระแบบ EVM โดยเน้นการเป็นศูนย์กลางของ *การเงินไร้ศูนย์กลาง(DeFi)* และแพลตฟอร์มรองรับการใช้งานสเตเบิลคอยน์จริง โนเบิลเผยว่าบล็อกเชนเดิมถูกออกแบบมาเพื่อจัดการสเตเบิลคอยน์หลากหลายชนิดและการโทเค็นสินทรัพย์จริง แต่เมื่อแพลตฟอร์มเติบโตมาถึงจุดที่รองรับการใช้งานจริงตามความต้องการของผู้ใช้ ก็พบว่าคอสมอสไม่รองรับการขยายตัวด้านเทคนิคมากพอ จึงเปลี่ยนมาใช้เครือข่ายอีเธอเรียมที่มีสมรรถนะสูงกว่า
จุดเด่นของการเปลี่ยนไปใช้ EVM คือการเข้าถึงเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น เฟรมเวิร์กจากภาษา Rust และคลไคลเอนท์ Reth ที่ยืนยันแล้วว่าสามารถเร่งความเร็วการประมวลผลและรองรับแอปพลิเคชันขนาดใหญ่ได้ นอกจากนี้ โนเบิลยังมองว่าการย้ายไปยังโลกของ EVM จะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มนักพัฒนาจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในระบบนิเวศของ EVM อยู่แล้ว สำหรับโนเบิล บล็อกเชนใหม่นี้จะสามารถทำธุรกรรมขั้นสุดท้ายได้ภายในเวลาต่ำกว่า 500 มิลลิวินาที, มีช่องทางธุรกรรมเฉพาะสำหรับการชำระเงินในชีวิตจริง และสนับสนุนการสร้างสมาร์ตคอนแทรกต์แบบเปิดโดยไม่มีการขออนุญาต
โนเบิลจัดว่าเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดสเตเบิลคอยน์ โดยตั้งแต่ปี 2023 มีปริมาณการทำธุรกรรมรวมกว่า 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 732,000 ล้านบาท) และมีผู้ใช้งานแอคทีฟต่อเดือนสูงถึง 30,000 ราย ปัจจุบันโนเบิลยังมีบทบาทเป็นตัวกลางสภาพคล่องสำคัญให้กับบล็อกเชนกว่า 50 เครือข่าย ขณะที่ ‘โนเบิลดอลลาร์(USDN)’ สกุลเงินดิจิทัลของแพลตฟอร์มเองมีมูลค่าตลาดราว 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 530 ล้านบาท) ลดลงจากช่วงสูงสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วที่ 128 ล้านดอลลาร์ ถึง 72% ทีมงานคาดว่าการย้ายเครือข่ายครั้งนี้จะช่วยฟื้นฟูความเคลื่อนไหวของระบบนิเวศและนำไปสู่การเติบโตครั้งใหม่
‘ความคิดเห็น’: การย้ายครั้งนี้ของโนเบิลไม่ใช่กรณีเดียว เมื่อปีที่แล้ว แพลตฟอร์ม NFT ของฟีฟ่า(FIFA) ก็ย้ายจากอัลโกแรนด์(ALGO) ไปยังเครือข่ายที่รองรับ EVM เช่นกัน เช่นเดียวกับการเปิดตัว EVM Sidechain บนเครือข่าย XRPL, การเปิดตัวเชนใหม่ของอินเจกทีฟ(Injuctive) และเร่งการเชื่อมต่อของเชนเซย์(Sei) เข้ากับ EVM แนวโน้มเหล่านี้ยืนยันถึง ‘การรวมศูนย์อิทธิพล’ ภายในโลกบล็อกเชนไว้ที่อีเธอเรียม
จากข้อมูลของ RWA.xyz อีเธอเรียมแสดงความแข็งแกร่งในตลาด *สเตเบิลคอยน์และการโทเค็นสินทรัพย์จริง(RWA)* ด้วยส่วนแบ่งมากถึง 66% เมื่อรวมเลเยอร์2 และเครือข่ายที่ใช้ EVM ยิ่งสร้างภาพของอีเธอเรียมในฐานะ ‘มาตรฐานอุตสาหกรรม’ ที่เด่นชัดขึ้นทุกที
*ความคิดเห็น*: การเปลี่ยนผ่านของโนเบิลในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าจุดศูนย์กลางของอำนาจในโลกคริปโตกำลังไหลไปรวมที่เครือข่ายอีเธอเรียม โดยเฉพาะเมื่อโครงการที่เคยรักษาความเป็นอิสระต่างก็ทยอยพับแผนเดิมเพื่อมุ่งเข้าสู่ระบบที่ ‘เข้ากันได้กับ EVM’ ซึ่งจะกลายเป็นแกนหลักใหม่ของโลกการเงินดิจิทัลอย่างไม่ต้องสงสัย
ความคิดเห็น 0