Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ธนาคารสหรัฐฯ เร่งดันกฎหมายห้ามจ่ายผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์ หวังสกัดเงินฝากไหลสู่คริปโต

ธนาคารสหรัฐฯ เร่งผลักดันนโยบายห้ามให้ผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์ หวังหยุดยั้งการไหลออกของเงินฝาก

สมาคมธนาคารสหรัฐฯ (ABA) ได้ออกแถลงการณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าพร้อมเดินหน้าผลักดันนโยบาย ‘ห้ามจ่ายผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์’ ให้กลายเป็นวาระสำคัญในแผนยุทธศาสตร์ประจำปี 2026 เพื่อตอบโต้การที่สเตเบิลคอยน์เริ่มทำหน้าที่เสมือนเป็นทางเลือกแทนเงินฝากของธนาคาร โดยมีการเรียกร้องให้สภาคองเกรสสหรัฐฯ ออกกฎหมายที่จำกัดการให้ผลตอบแทนไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบดอกเบี้ยหรือผลกำไรจากคริปโตเคอร์เรนซีที่มีมูลค่าคงที่อย่างสเตเบิลคอยน์

รายงาน “พิมพ์เขียวเพื่อการเติบโต 2026” ของ ABA ระบุว่าสเตเบิลคอยน์กำลังสร้างความเสี่ยงต่อระบบการปล่อยกู้ของธนาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการที่เงินออมไหลออกไปสู่แพลตฟอร์มที่ให้ผลตอบแทนสูงจากคริปโต นายร็อบ นิโคลส์ ประธาน ABA ชี้ว่า แนวทางดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นโดยความร่วมมือของสมาคมธนาคารทั้ง 52 รัฐ เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจและการเข้าถึงสินเชื่อ

ความกังวลหลักคือการที่ผู้ให้บริการสเตเบิลคอยน์สามารถจูงใจผู้ฝากเงินด้วยการให้ ‘ผลตอบแทนที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับแบบเดียวกับธนาคาร’ ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน ธนาคารใหญ่อย่างแบงก์ออฟอเมริกา(BAC) และเจพีมอร์แกนเชส(JPM) ต่างออกมาเตือนว่า หากไม่มีมาตรการที่เหมาะสม เงินฝากมูลค่าสูงถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐอาจไหลเข้าสู่ตลาดคริปโตที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

การวิพากษ์วิจารณ์ไม่หยุดแค่ระดับชาติ โดยสมาคมธนาคารท้องถิ่นได้ส่งจดหมายถึงสภาคองเกรสตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา แสดงความไม่พอใจต่อการที่หลายแพลตฟอร์มเลี่ยงกฎผ่านระบบการให้รางวัลแบบอ้อม อาทิ การร่วมมือกับกระดานแลกเปลี่ยนคริปโต ซึ่งอาจบ่อนทำลายศักยภาพในการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจขนาดย่อม นักเรียน ชาวไร่ และผู้ซื้อบ้านครั้งแรก

ด้านทีม สก็อตต์ วุฒิสมาชิกที่มีบทบาทสำคัญในคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภา ได้เปิดเผยร่างกฎหมายควบคุมตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเมื่อวันที่ 9 มกราคม ซึ่งมีบทบัญญัติห้ามมิให้มีการจ่ายผลตอบแทนจากการถือครองสเตเบิลคอยน์โดยตรง อย่างไรก็ตาม ยังคงอนุญาตให้มีรางวัลผ่านกิจกรรม เช่น การสเตกหรือการจัดหาสภาพคล่อง

ในฝั่งของผู้ประกอบการคริปโต บริษัทชั้นนำอย่างคอยน์เบส, ริปเปิล, เพย์พัล, สไตรป์ และคราเคน รวมถึงบริษัทฟินเทคกว่า 125 แห่ง ออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อเดือนธันวาคม แสดงการคัดค้านอย่างชัดเจน โดยระบุว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการ ‘เอื้อประโยชน์ให้แก่ธนาคารโดยไม่จำเป็น’ และเปรียบเทียบว่า หากธนาคารสามารถให้เครดิตรีวอร์ดจากบัตรเครดิตได้โดยไม่ถูกควบคุม การห้ามรางวัลจากสเตเบิลคอยน์ก็เป็นเรื่องสองมาตรฐาน

เจเรมี อัลแลร์ ซีอีโอของเซอร์เคิล กล่าวบนเวทีเวิลด์อีโคโนมิกฟอรั่ม (WEF) ว่า เหตุผลของภาคธนาคารนั้น ‘ฟังไม่ขึ้น’ พร้อมยกตัวอย่างแรงต้านที่เกิดขึ้นในอดีตตอนที่กองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) เปิดตัว “แม้ตอนนี้จะมีเงินกว่า 11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในกองทุนตลาดเงิน แต่ก็ไม่เห็นว่าจะกระทบต่อศักยภาพการปล่อยกู้ในระบบแต่อย่างใด” เขากล่าวย้ำว่า “สเตเบิลคอยน์ก็ไม่ต่างกัน”

ฝั่งผู้สนับสนุนคริปโตยังโต้แย้งถึงข้ออ้างเรื่อง ‘การไหลออกของเงินฝาก’ โดยระบุว่า ในภาคธนาคารชุมชนยังไม่มีหลักฐานว่ามีการย้ายเงินจำนวนมากมายังคริปโตจริง และยังเสริมว่าธนาคารเองมีเงินสำรองกว่า 2.9 ล้านล้านดอลลาร์กับธนาคารกลางอยู่แล้ว แต่ก็ยังกล่าวอ้างเรื่องการลดลงของสินเชื่อ

ไบรอัน อาร์มสตรอง ซีอีโอของคอยน์เบส ยังประกาศจุดยืนไม่สนับสนุนร่างกฎหมายของทีม สก็อตต์ โดยระบุว่าขัดต่อหลักการส่งเสริมนวัตกรรมและการแข่งขันเสรีในตลาด

ขณะที่ความขัดแย้งเชิงนโยบายดูจะไม่จบลงง่าย ๆ ล่าสุด Bloomberg Intelligence คาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 ปริมาณการใช้สเตเบิลคอยน์จะพุ่งแตะ 56 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปัจจุบันที่อยู่ราว 33 ล้านล้านดอลลาร์ โดยยูเอสดีคอยน์(USDC) ครองสัดส่วนธุรกรรมมากที่สุดที่กว่า 18.3 ล้านล้านดอลลาร์

จากการเคลื่อนไหวของคอยน์เบส ประกอบกับการดันนโยบายด้านที่อยู่อาศัยโดยประธานาธิบดีทรัมป์ ทำให้การประชุมของคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาในประเด็นสเตเบิลคอยน์อาจถูกเลื่อนออกไปเป็นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์หรือต้นเดือนมีนาคม ขณะที่ฝ่ายคณะกรรมาธิการเกษตรวุฒิสภาเตรียมพิจารณาร่างกฎหมายฉบับแยกต่างหากซึ่งไม่มีข้อห้ามด้านผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์ แต่เน้นการควบคุมผ่านโครงสร้างเดิมอย่างกฎหมาย GENIUS

*ความคิดเห็น:* ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนความตึงเครียดในระบบการเงินสหรัฐฯ ซึ่งกำลังถูกท้าทายจากเทคโนโลยีคริปโตอย่างไม่เคยมีมาก่อน ‘สงคราม’ ระหว่างธนาคารดั้งเดิมและผู้เล่นสายดิจิทัลอาจยังอีกยาวนาน ก่อนจะหาข้อยุติระหว่าง ‘การคุ้มครองระบบ’ กับ ‘การเปิดเสรีการแข่งขัน’ ได้อย่างแท้จริง.

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1