เจเรมี อลเลอร์(Jeremy Allaire) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเซอร์เคิล(Circle) ออกมาโต้กลับกระแสความกังวลจากภาคธนาคารสหรัฐเกี่ยวกับ *สเตเบิลคอยน์* โดยระบุว่า การจ่ายดอกเบี้ยของสเตเบิลคอยน์ไม่ใช่ภัยคุกคามต่อระบบการเงิน แต่เป็น ‘วิวัฒนาการตามธรรมชาติ’ และอาจช่วยกระตุ้นการปล่อยกู้ในประเทศในทางบวกด้วย
อลเลอร์กล่าวในเวทีการประชุมเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 24 ว่าข้อกล่าวหาจากภาคธนาคารที่ว่า *สเตเบิลคอยน์* กลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้ฝากเงินถอนเงินจากระบบธนาคารนั้น “ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง” พร้อมเสริมว่า ในอดีตก็มีข้อครหาคล้ายกันทุกครั้งเมื่อมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ สถาบันการเงินบางแห่งในสหรัฐมองว่า การจ่ายดอกเบี้ยของ *สเตเบิลคอยน์* อาจบิดเบือนกลไกตลาด ส่งผลกระทบต่อการปล่อยสินเชื่อ และยังตั้งข้อสังเกตถึง *ช่องโหว่* ของร่างกฎหมาย GENIUS ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาคองเกรส ซึ่งอาจทำให้ทั้งระบบการเงินสหรัฐมีความไม่มั่นคง
อลเลอร์ชี้ว่าในอดีตก็มีการแสดงความวิตกคล้ายกันนี้เมื่อมีการเปิดตัวของกองทุนตลาดเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและตราสารหนี้ระยะสั้น โดยในกรณีของ *สเตเบิลคอยน์* นั้นก็ไม่ต่างกัน เขายกตัวอย่างคำกล่าวของ ไบรอัน มอยนิฮาน CEO ของแบงก์ออฟอเมริกา ที่เคยออกมาวิจารณ์ว่า *สเตเบิลคอยน์* อาจลดความสามารถของธนาคารในการปล่อยกู้ เพราะมีการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นแทนที่จะเป็นเงินฝาก
อย่างไรก็ตาม อลเลอร์โต้แย้งอย่างหนักแน่นว่า “ไม่เคยมีครั้งไหนในประวัติศาสตร์ที่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่จะทำให้ภารกิจการปล่อยกู้ของภาคธนาคารต้องเป็นอัมพาต” โดยแม้ภาคธนาคารจะอ้างว่า หากสเตเบิลคอยน์แบบจ่ายดอกเบี้ยถูกอนุญาตให้ใช้งานจริง อาจทำให้เงินฝากพาณิชย์สูงสุดถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 30-35% ของเงินฝากทั้งหมดหายไปจากระบบ อลเลอร์ก็ยังคงยืนยันว่า โครงสร้างสินทรัพย์ใหม่ไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการ
อลเลอร์ยังกล่าวต่อว่า การที่ *สเตเบิลคอยน์* ถูกเพ่งเล็งว่าแจกผลตอบแทน เป็นความไม่เป็นธรรม เพราะระบบธนาคารดั้งเดิมเองก็ให้ผลตอบแทนในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ‘แต้มสะสม’ จากบัตรเครดิตหรือรางวัลจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือในการดึงดูดลูกค้า และ *สเตเบิลคอยน์ก็ไม่ต่างจากสิ่งเหล่านั้น*
นอกจากนี้ อลเลอร์ยังชี้ให้เห็นแนวโน้มสำคัญของระบบการเงินว่า กำลังมีการไหลออกของเงินทุนจากสินเชื่อธนาคารแบบดั้งเดิม ไปสู่ตลาดทุนแบบเอกชน หรือ ‘*ไพรเวตเครดิต*’ ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลเหมือนธนาคาร โดยเขายกตัวอย่างหนึ่งจากการอภิปรายเวทีเดียวกันว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีการเติบโตมาจากการระดมทุนผ่าน ‘ตลาดตราสารหนี้เกรดต่ำ (Junk Bond)’ และตอนนี้ ‘ตลาดตราสารหนี้’ กำลังกลายเป็นขุมพลังแห่งการลงทุนเทคโนโลยีและสร้างการเติบโตให้ภาคอุตสาหกรรมแทนธนาคารแบบเดิม
ข้อมูลนี้ยังสอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของ ‘สถาบันโคอินเบส’ (Coinbase Institute) ที่เคยรายงานด้วยว่า ระบบสินเชื่อไม่ได้อยู่ในภาวะซบเซา แต่กำลังเข้าสู่ช่วงของ ‘การเปลี่ยนผ่าน’ ไปสู่ *ไฟแนนซ์แบบกระจายศูนย์ (DeFi)*, ฟินเทค และ *ไพรเวตเครดิต*
อลเลอร์สรุปว่า ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือการทำให้ *สเตเบิลคอยน์* สามารถกำกับดูแลได้และมีความเสถียรในรูปแบบของ ‘เงินสดดิจิทัล’ เพื่อเป็นเสาหลักของโครงสร้างสินเชื่อในอนาคต พร้อมระบุว่า “ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องสร้างโมเดลการปล่อยกู้ใหม่บนพื้นฐานของสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีเสถียรภาพและสามารถยอมรับในเชิงกฎหมาย”
*ความคิดเห็น*: ท่าทีของอลเลอร์และอุตสาหกรรมในครั้งนี้สะท้อนความพยายามในการผลักดันให้ *สเตเบิลคอยน์* ก้าวข้ามสถานะของเครื่องมือเทคโนโลยี ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในยุคใหม่ และกระตุ้นให้ภาคธนาคารเร่งจับมือกับนวัตกรรมก่อนที่จะสูญเสียบทบาทในตลาดเงินโลก
ความคิดเห็น 0