ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนการโอนเงินที่สูง ‘สเตเบิลคอยน์’ กำลังก้าวขึ้นมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่สำคัญในแอฟริกา โดยเฉพาะในฐานะตัวเลือกการโอนเงินที่รวดเร็วและต้นทุนต่ำ เวรา ซองเว(Vera Songwe) อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหประชาชาติกล่าวว่า “ตอนนี้ เงินโอนจากต่างประเทศผ่านสเตเบิลคอยน์มีความสำคัญมากกว่าความช่วยเหลือจากต่างประเทศ”
เมื่อวันที่ 18 (เวลาท้องถิ่น) ซองเวกล่าวในเวทีเวิลด์อีโคโนมิกฟอรั่ม(WEF) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า บริการโอนเงินแบบดั้งเดิมในแอฟริกามีค่าธรรมเนียมเฉลี่ยสูงถึง 6 ดอลลาร์ สำหรับการโอนเงิน 100 ดอลลาร์ ถึงแม้จะเป็นจำนวนเงินไม่มาก แต่เมื่อรวมกับระยะเวลาในการโอนที่ใช้เวลาหลายวันแล้ว ถือเป็นภาระสำคัญโดยเฉพาะสำหรับผู้มีรายได้น้อย
ซองเวเน้นว่า ‘สเตเบิลคอยน์’ แก้ปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยลดค่าธรรมเนียมและย่นระยะเวลาในการทำธุรกรรมเหลือเพียงไม่กี่นาที “เป็นการเปิดยุคใหม่ที่ทั้งบุคคลทั่วไปและผู้ประกอบการขนาดเล็กสามารถเคลื่อนย้ายเงินได้แบบเรียลไทม์” เธอกล่าว
ในขณะเดียวกัน สเตเบิลคอยน์ยังถูกจับตามองในฐานะ ‘เครื่องมือป้องกันภาวะเงินเฟ้อ’ ที่มาแรงในแอฟริกา เนื่องจากหลายประเทศทั่วภูมิภาคกำลังเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง โดยมีอย่างน้อย 12 ประเทศที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งทะลุ 20% ต่อปีตั้งแต่หลังการระบาดของโควิด-19
จากมุมมองของซองเว ประชากรแอฟริกาประมาณ 650 ล้านคนยังไม่สามารถเข้าถึงบัญชีธนาคาร แต่สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลที่สร้างจากสเตเบิลคอยน์ได้ผ่านสมาร์ตโฟนเพียงเครื่องเดียว เธอชี้ว่าสเตเบิลคอยน์ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศที่มีเงินเฟ้อสูงหรือกรอบควบคุมเงินทุนเข้มงวด เช่น อียิปต์, ไนจีเรีย, เอธิโอเปีย และแอฟริกาใต้
ซองเวเคยดำรงตำแหน่งเลขานุการบริหารคณะกรรมการเศรษฐกิจเพื่อแอฟริกาของสหประชาชาติ และรองเลขาธิการยูเอ็น ปัจจุบันเธอเป็นประธานองค์กร ‘Liquidity and Sustainability Facility’ ที่มุ่งส่งเสริมความยั่งยืนด้านสภาพคล่องในภูมิภาคแอฟริกา
ท่ามกลางการเติบโตของการใช้งานสเตเบิลคอยน์ นโยบายทางการเงินในแอฟริกากำลังปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว โดยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2024 ถึงมิถุนายน 2025 รายงานจาก Chainalysis ระบุว่า ภูมิภาคแอฟริกาตอนล่างของทะเลทรายซาฮาราจะมีเม็ดเงินเคลื่อนไหวบนเครือข่ายบล็อกเชนสูงถึง 205,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 52% และขึ้นแท่นเป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดอันดับ 3 ของโลก
หลายประเทศเริ่มออกกฎหมายรองรับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นทางการ เช่น กานา ที่ผ่านกฎหมาย ‘ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล’ ไปเมื่อเดือนธันวาคม และประกาศควบคู่กับมาตรการควบคุมความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ส่วนไนจีเรียเมื่อวันที่ 13 ของเดือนนี้ก็ได้บังคับให้ผู้ให้บริการคริปโตต้องเชื่อมโยงธุรกรรมกับหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี(TIN) เพื่อเสริมความโปร่งใสและป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี
ด้านธนาคารกลางของแอฟริกาใต้เตือนในรายงานล่าสุดว่า สเตเบิลคอยน์และสินทรัพย์ดิจิทัลถือเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า คริปโทไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีชายขอบอีกต่อไป แต่กลายเป็น ‘องค์ประกอบของระบบเศรษฐกิจที่แท้จริง’
ทิศทางของสเตเบิลคอยน์ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการโอนและชำระเงินในแอฟริกา จึงไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็น ‘ทางเลือกทางการเงิน’ ที่พลิกโฉมการเข้าถึงบริการทางการเงินในโลกจริง ความคิดเห็น: คำถามที่สำคัญคือ เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาแทนที่หรือเสริมส่วนที่ขาดของระบบการเงินดั้งเดิมได้มากเพียงใด โดยไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจมากเกินไป
ความคิดเห็น 0