ราคาทองคำพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่มากกว่า 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและการเงิน ส่งผลให้กลุ่มสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำและบิตคอยน์(BTC) กลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง ในรายงานจากบริษัทจัดการสินทรัพย์ บิตไวส์(Bitwise) เมื่อวันที่ 24 แมตต์ เฮาเกน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของบริษัทฯ ระบุว่า แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของทองคำครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงกลไกป้องกันเงินเฟ้อ แต่เป็น ‘สัญญาณความไม่ไว้วางใจต่อระบบเงินตรา’ โดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐ
เฮาเกนกล่าวว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ ของตลาดคริปโต เพราะมีทั้งการเพิ่มขึ้นของความต้องการสินทรัพย์ที่อยู่ ‘นอกการควบคุมรัฐ’ และความไม่แน่นอนของกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่กำลังพัฒนาอย่างไม่ชัดเจน ซึ่งทั้งสองปัจจัยจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของสินทรัพย์ดิจิทัลในปีนี้และถัดไป
ข้อมูลระบุว่า ราคาทองคำเพิ่มขึ้นถึง 65% ตลอดปี 2025 และขยับเพิ่มอีก 16% ภายในต้นปี 2026 แตะหลัก 5,000 ดอลลาร์ (ราว 719,000 บาท) โดยราคาครึ่งหนึ่งของระดับปัจจุบันเกิดขึ้นในช่วง 20 เดือนที่ผ่านมาเท่านั้น เฮาเกนชี้ว่านี่ไม่ใช่ผลจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงินโดยธนาคารกลางเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก ‘การเปลี่ยนแปลงทางความคิดที่ลึกซึ้ง’ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนไม่ต้องการพึ่งพาภาครัฐในการถือครองทรัพย์สินอีกต่อไป
หนึ่งในเหตุผลหลักที่ส่งเสริมราคาทองคำให้พุ่งสูง คือกรณีที่รัฐบาลสหรัฐระงับทรัพย์สินของรัสเซียหลังเหตุการณ์รัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 นับแต่นั้น หลายประเทศได้เร่งกว้านซื้อทองคำเพิ่มขึ้นถึงเกือบสองเท่าต่อปี ขณะที่กลุ่มนักเศรษฐศาสตร์เยอรมันและคณะกรรมการรัฐบาลนอร์เวย์ต่างออกมาเรียกร้องให้มีการจัดเก็บทรัพย์สินกลับประเทศหรือนำมาภายใต้การควบคุมของรัฐ
จากข้อมูลของเฮาเกน เขาระบุสองปัจจัยที่ขับเคลื่อนกระแสนี้ ได้แก่ ‘ความกังวลต่อหนี้ภาครัฐและค่าเงินที่ลดลง’ และ ‘ความต้องการเป็นเจ้าของสินทรัพย์โดยตรง’ โดยเฉพาะในระดับรัฐชาติ ซึ่งกำลังกลายเป็นพลังที่มองไม่เห็น แต่มีอิทธิพลสูงล้น
เมื่อพิจารณาในภาพรวม บิตคอยน์(ฺBTC) และอีเธอเรียม(ETH) ก็ได้อานิสงส์จากปรากฏการณ์นี้ในฐานะ ‘สินทรัพย์นอกระบบรัฐ’ เฮาเกนกล่าวว่า “คุณลักษณะสำคัญของคริปโต เช่น ความเป็นเจ้าของแบบไม่มีตัวกลางและการไม่สามารถถูกเซ็นเซอร์ได้ กำลังกลายเป็นจุดเด่นของเทคโนโลยีเหล่านี้” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของอีเธอเรียมหรือโซลานา(SOL) ที่มีระบบเครือข่ายไม่สามารถเปลี่ยนกฎจากหน่วยงานเดียวได้
เดิมที แนวคิดอย่าง ‘การถือครองด้วยตนเอง’ หรือ ‘ความต้านทานต่อการควบคุม’ อาจถูกมองว่าเป็นสโลแกนทางการตลาดของกลุ่มคริปโต แต่เมื่อความเชื่อมั่นในระบบการเงินแบบดั้งเดิมลดลง ข้อมูลเหล่านี้กลับกลายเป็น ‘คุณสมบัติพื้นฐานที่กำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้นในตลาด’
ด้านปัจจัยเชิงกฎหมาย เฮาเกนกล่าวถึงกฎหมาย ‘คลาริตี้ แอคต์(Clarity Act)’ ที่มีเป้าหมายให้กรอบกฎหมายคริปโตในสหรัฐชัดเจนยิ่งขึ้นว่าอาจกลายเป็น ‘ตัวตัดสินอนาคตตลาด’ เขาเผยว่า ความหวังในการผ่านกฎหมายนี้เคยแตะ 80% เมื่อต้นปี แต่ลดลงเหลือราว 50% ภายหลังนักลงทุนรายใหญ่เริ่มแสดงความวิตก เช่น แถลงการณ์ของไบรอัน อาร์มสตรอง CEO ของคอยน์เบส(Coinbase)
ความคิดเห็นของเฮาเกนคือ หากกฎหมายนี้ไม่ผ่าน ตลาดคริปโตจะต้องเข้าสู่ ‘ยุคแห่งการพิสูจน์ตน’ โดยอาศัยการแสดงผลสัมฤทธิ์จริง แทนความคาดหวังแบบเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม หากผ่านได้สำเร็จ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตครั้งใหญ่ในกลุ่มสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ ‘สเตเบิลคอยน์’ และ ‘โทเคนที่อ้างอิงสินทรัพย์จริง’
เฮาเกนกล่าวอย่างมั่นใจว่าเขายังมีมุมมองเชิงบวกต่อโอกาสในการออกกฎหมายครั้งนี้ แต่ก็เตือนนักลงทุนว่าควรเตรียมพร้อมหากต้องเข้าสู่ยุคของการขับเคลื่อนบนฐาน ‘ข้อมูลจริงและการใช้งานจริง’
ท้ายที่สุด ปรากฏการณ์การปรับตัวของทองคำและคริปโตเป็นผลมาจากคลื่นความรู้สึกใหม่ของกลุ่มประชากรโลกที่เริ่มตั้งคำถามต่อระบบการเงินแบบดั้งเดิม จึงไม่น่าแปลกที่สินทรัพย์ทางเลือกที่เน้น ‘ความเป็นเจ้าของ’ และ ‘การไม่ถูกแทรกแซงจากรัฐ’ จะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากในอนาคต ท่ามกลางบริบทที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ ‘เจ้าของทรัพย์สินในมือของตนเอง’ อย่างแท้จริง
ความคิดเห็น 0