ราคาทองคำและโลหะเงินพุ่งแรงท่ามกลางภาวะตลาดโลกที่เปราะบาง โดย ‘โลหะเงิน’ ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ระดับ *115 ดอลลาร์ต่อออนซ์* ขณะที่ ‘ทองคำ’ ไต่ระดับขึ้นมาอยู่ใกล้ *5,100 ดอลลาร์* โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการของนักลงทุนและธนาคารกลางรายใหญ่ทั่วโลก
เมื่อวันที่ 26 (เวลาท้องถิ่น) ราคาซื้อขายโลหะเงินในตลาดต่างประเทศพุ่งขึ้นเกือบ *12%* จากวันก่อนหน้า สู่ระดับ *115 ดอลลาร์ต่อออนซ์* หรือราว *166,000 บาท* ซึ่งถือเป็นการทำสถิติสูงสุด โดยราคาของโลหะเงินแซงหน้าทั้งหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ รวมถึงทำผลตอบแทนสูงกว่า ‘ทองคำ’ อย่างโดดเด่นในช่วงเวลาเดียวกัน
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการพุ่งขึ้นของโลหะเงินคือ *ภาวะการขาดแคลนอุปทานทางกายภาพ* ผนวกกับการเข้าซื้อจากนักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก ประกอบกับแนวโน้มการลงทุนแบบเกาะกระแสหรือ ‘โมเมนตัมเทรด’ ที่กำลังได้รับความนิยม โดย *ความคิดเห็น* จากผู้เชี่ยวชาญระบุเพิ่มเติมว่าการที่ราคาซื้อขายเงินในจีนสูงกว่าตลาดลอนดอนอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนโอกาสที่ราคาจะปรับขึ้นอีกในระยะสั้น
อย่างไรก็ตามบางฝ่ายยังเตือนว่า ‘ราคาสูงเกินจริง’ อาจส่งผลลบต่อ *อุปสงค์ในภาคอุตสาหกรรม* ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ใช้โลหะเงินรายสำคัญ
ด้านราคาทองคำก็ขยับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในวันเดียวกัน โดยไต่ระดับผ่านระดับ *5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์* และแตะจุดสูงสุดในวันบริเวณ *5,100 ดอลลาร์* หรือราว *738,000 บาท* เพิ่มขึ้นประมาณ *2%* เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการที่ทองคำยังคงถูกมองว่าเป็น ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ ท่ามกลาง *ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์* และนโยบายการเงินของธนาคารกลางในหลายประเทศ
ตลาดมองว่าความต้องการทองคำจากธนาคารกลาง โดยเฉพาะ “เพื่อกระจายความเสี่ยงค่าเงิน” และ “ลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ” เป็นแรงหนุนสำคัญที่ผลักดันราคาขึ้น สองปัจจัยหลักคือโอกาสการแทรกแซงค่าเงินจากทางการสหรัฐฯ และญี่ปุ่น รวมถึงความตึงเครียดด้านการค้าโลกโดยเฉพาะระหว่าง *สหรัฐฯ – จีน*
บรรดาสำนักวิเคราะห์มีการปรับเป้าใหม่ โดยโซซิเอเต้ เจเนอราลคาดว่าราคาทองคำจะพุ่งแตะ *6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์* ก่อนสิ้นปีนี้ ขณะที่มอร์แกน สแตนลีย์แสดง *ความคิดเห็น* เชิง ‘บวกแบบสุดโต่ง’ ด้วยการตั้งเป้าไว้ที่ *5,700 ดอลลาร์* ทั้งนี้ ราคาทองคำและโลหะเงินต่างทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2025
ปรากฏการณ์การพุ่งขึ้นของราคาทั้งสองโลหะมีค่าถูกเชื่อมโยงกับบริบทภาพรวมที่ซับซ้อนของเศรษฐกิจมหภาค การเปลี่ยนแปลงทางการเงิน และภูมิรัฐศาสตร์ที่เปราะบาง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในอนาคตยังขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายของธนาคารกลางและระดับ ‘ความต้องการจริง’ ในตลาดโลหะมีค่าเป็นสำคัญ
ความคิดเห็น 0