แมตต์ ฮูแกน(Matt Hougan) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของบิตไวส์(Bitwise) เปิดเผยว่า สถานการณ์ใน *ตลาดคริปโต* ขณะนี้ยังไร้ทิศทางที่ชัดเจน โดยถูกกระทบจากสองปัจจัยที่ตรงกันข้าม ได้แก่ ‘ราคาทองคำที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์’ และ ‘ความไม่แน่นอนทางกฎหมายเกี่ยวกับคริปโตในสหรัฐฯ’ ซึ่งเขาระบุว่า ทั้งสององค์ประกอบนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ *พลิกโฉมตลาดคริปโต* อย่างมีนัยสำคัญ
ในบันทึกที่ส่งถึงนักลงทุนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ฮูแกนกล่าวว่า การพุ่งขึ้นของราคาทองคำไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ด้านอุปสงค์-อุปทานทั่วไป แต่สะท้อนถึง ‘การเสื่อมศรัทธาต่อสถาบันหลักของโลก’ โดยเขายกตัวอย่างว่า ราคาทองคำในปี 2025 พุ่งขึ้นกว่า 65% และในปี 2026 ก็ยังเพิ่มขึ้นอีก 16% จนทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราว 7.15 ล้านบาท ซึ่งเขามองว่า ภายในระยะเวลา 20 เดือน ทองคำสามารถเพิ่มมูลค่าเทียบกับดอลลาร์ได้ถึงครึ่งหนึ่ง เป็นสัญญาณว่าตลาดอาจกำลังสั่นคลอนความมั่นใจในระบบการเงินแบบเดิม
*ความคิดเห็น* ฮูแกนวิเคราะห์ด้วยว่า ความเคลื่อนไหวนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2022 เมื่อสหรัฐฯ ยึดทรัพย์สินของรัสเซียในตลาดพันธบัตร ซึ่งผลกระทบสะท้อนกลับมายังธนาคารกลางหลายประเทศที่หันมาเพิ่มการถือครองทองคำเป็นสองเท่าตัว บางประเทศ เช่น เยอรมนี มีการเรียกคืนทองคำที่เก็บไว้ในธนาคารกลางสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน นอร์เวย์ก็แสดงความกังวลว่า ทรัพย์สินของกองทุนความมั่งคั่งอาจเสี่ยงต่อการถูกเก็บภาษีหรือตรึงโดยรัฐ
จากสถานการณ์นี้ ฮูแกนมองว่า *คริปโตเคอร์เรนซี* กลายเป็นทางเลือกสำคัญ เนื่องจากระบบเหล่านี้ไม่ต้องพึ่งพาสถาบันกลาง เขาชี้ว่า สินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง *บิตคอยน์(BTC)*, *อีเธอเรียม(ETH)*, และ *โซลานา(SOL)* มีคุณลักษณะสำคัญคือ ‘ความต้านทานต่อการเซ็นเซอร์’, ‘การกระจายอำนาจ’ และการถือครองแบบ ‘self-custody’ ที่ไม่ต้องไว้วางใจบุคคลที่สาม ซึ่งไม่ใช่แค่แนวคิดอีกต่อไป แต่เริ่มกลายเป็นกลยุทธ์ที่จับต้องได้
อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญคือความคืบหน้าของ ‘*ร่างกฎหมาย Clarity*’ ที่กำลังพิจารณาอยู่ในสหรัฐฯ กฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อจัดระเบียบการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นทางการ แต่แรงสนับสนุนเริ่มลดลง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในตลาดซบเซาทันที ฮูแกนเตือนว่า หากกฎหมายนี้ไม่ผ่าน อาจเปิดทางให้ฝ่ายบริหารชุดใหม่กลับทิศและออกนโยบายต่อต้านคริปโตแทน โดยยกตัวอย่างความเป็นไปได้ที่เอลิซาเบธ วอร์เรน อาจนั่งเก้าอี้ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(SEC)
ข้อมูลจาก Polymarket ระบุว่า ในช่วงต้นเดือนมกราคม ปีเดียวกันนี้ โอกาสที่กฎหมายจะผ่านเคยพุ่งสูงถึง 80% แต่หลังจากที่ไบรอัน อาร์มสตรอง ซีอีโอของ *คอยน์เบส(Coinbase)* แสดงความเห็นว่ายังไม่สามารถนำร่างนี้ไปใช้จริงได้ ความเป็นไปได้ก็ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 50%
ฮูแกนประเมินว่า หากร่างกฎหมายไม่สามารถผ่านได้ ภาคอุตสาหกรรมคริปโตจะต้องเข้าสู่ ‘ช่วงพิสูจน์ตัว’ ที่กินเวลาถึง 3 ปี โดยในช่วงนี้คริปโตจะต้องแสดงให้เห็นถึง ‘ความจำเป็น’ ทั้งกับประชาชนทั่วไปและระบบการเงินดั้งเดิม หากทำได้สำเร็จ กฎระเบียบในอนาคตก็จะเอื้อต่อคริปโตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากไม่ ทั้งตลาดอาจเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่
เขาเปรียบเทียบกรณีของ Uber หรือ Airbnb ซึ่งเติบโตโดยไม่ได้อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายในช่วงแรก ก่อนจะได้รับการยอมรับในภายหลัง พร้อมเตือนว่า คริปโตอาจเผชิญความเสี่ยงเชิงการเมือง หากไม่สามารถฝังรากลึกในสังคมได้อย่างแท้จริง
ท้ายที่สุด ฮูแกนชี้ว่า ผลของการพิจารณากฎหมายจะมีอิทธิพลอย่างชัดเจนต่อ *รูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาคริปโต* หากร่างกฎหมาย Clarity ได้ผ่าน การลงทุนใน *สเตเบิลคอยน์* และการโทเคนสินทรัพย์จะกลายเป็นเทรนด์หลักทันที และราคาก็จะสะท้อน ‘อนาคตที่แน่นอน’ ดังกล่าว แต่หากไม่ผ่าน นักลงทุนจะกลายเป็นฝ่ายตั้งรับ และราคาจะถูกกำหนดจากความเป็นจริงของการใช้งานจริงเท่านั้น
“หากความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบยังคงอยู่ *ตลาดคริปโต* ก็ไม่ต่างจากบ้านที่สร้างไว้บนทราย” ฮูแกนกล่าวทิ้งท้าย
ในปัจจุบัน มูลค่ารวมของ *ตลาดคริปโต* อยู่ที่ประมาณ 2.94 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 4,200 ล้านล้านบาท ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดในปี 2021 อย่างมาก ท่ามกลางความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำที่เพิ่มขึ้น และแนวโน้มของกฎหมายที่ยังไม่แน่นอน ตลาดคริปโตอาจอยู่ในจุดหักเหที่สำคัญในปีนี้
ความคิดเห็น 0