ไบแนนซ์เตรียมเปลี่ยน ‘กองทุน SAFU’ มูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ เป็นบิตคอยน์
ไบแนนซ์ หนึ่งในแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก เตรียมแปลงสินทรัพย์ใน ‘กองทุน SAFU’ หรือกองทุนปกป้องผู้ใช้งาน มูลค่าประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.6 หมื่นล้านบาท) ให้กลายเป็นบิตคอยน์(BTC) ภายใน 30 วันข้างหน้า การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์ด้านสินทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงไปของบริษัท และยืนยันความเชื่อมั่นใน ‘บิตคอยน์’ ในฐานะสินทรัพย์หลักของอุตสาหกรรมคริปโต
เมื่อวันที่ 30 ตามเวลาท้องถิ่น ไบแนนซ์เปิดเผยผ่านแถลงการณ์ว่า การแปลงสินทรัพย์ในกองทุน SAFU จากที่เคยอิงกับสเตเบิลคอยน์ ให้เป็นบิตคอยน์ จะช่วยยกระดับความมั่นคงของกองทุน เพราะบิตคอยน์ถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีคุณค่าในระยะยาว แพลตฟอร์มยังระบุด้วยว่า หากมูลค่ากองทุน SAFU ตกลงต่ำกว่า 800 ล้านดอลลาร์ บริษัทจะดำเนินการปรับสมดุลเพื่อให้ยอดคงที่อยู่ที่ 1 พันล้านดอลลาร์เสมอ
กองทุน SAFU ถูกจัดตั้งขึ้นในเดือนกรกฎาคม ปี 2018 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องผู้ใช้งานจากความเสี่ยงด้านแพลตฟอร์มหรือภัยคุกคามทางไซเบอร์ ด้วยการกันรายได้บางส่วนจากค่าธรรมเนียมการซื้อขายแบบสปอตมาเป็นเงินประกัน รองรับกรณีฉุกเฉิน
ไบแนนซ์ยังเผยตัวเลขที่น่าสนใจเกี่ยวกับการดำเนินงานของกองทุน SAFU ตลอดปี 2025 โดยสามารถกู้คืนความเสียหายจากการฝากที่ผิดพลาดได้ถึง 48 ล้านดอลลาร์ จากกว่า 38,648 กรณี ทำให้ยอดรวมของสินทรัพย์ที่กองทุนสามารถกู้คืนให้นักลงทุนได้สะสมเกิน 1 พันล้านดอลลาร์แล้ว
นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังมีส่วนสำคัญในการป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ระดับโลก โดยในปีที่ผ่านมา ไบแนนซ์สามารถแจ้งเตือนผู้ใช้กว่า 5.4 ล้านราย ให้หลีกเลี่ยงจากความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินจากการหลอกลวง คิดเป็นมูลค่าป้องกันความเสียหายราว 6.7 พันล้านดอลลาร์ อีกทั้งยังร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสากล สามารถยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมได้ราว 131 ล้านดอลลาร์
ความพยายามเหล่านี้สอดคล้องกับแนวทาง ‘บริหารจัดการด้วยความโปร่งใส’ ของไบแนนซ์ โดย ณ สิ้นปี 2025 บริษัทเปิดเผยว่ามีการถือครองสินทรัพย์ในระดับ 100% ของยอดฝากผู้ใช้งาน ครอบคลุมกว่า 45 สกุลคริปโต ด้วยวงเงินรวมทั้งสิ้น 163 พันล้านดอลลาร์
การตัดสินใจเปลี่ยน ‘กองทุน SAFU’ มาเป็นบิตคอยน์ยังสะท้อนไปถึงการยกระดับ BTC สู่การเป็น ‘สินทรัพย์ค้ำประกัน’ ไม่ใช่แค่สื่อกลางการแลกเปลี่ยน โดยครั้งนี้ ไบแนนซ์เลือกลดความพึ่งพาสตเบิลคอยน์ ซึ่งแม้จะมีความผันผวนน้อยกว่า แต่ให้ความน่าเชื่อถือน้อยกว่าบิตคอยน์ในบริบทระยะยาว *ความคิดเห็น* ว่ากำลังก้าวตามแนวโน้มของนักลงทุนสถาบันที่เริ่มมองว่า BTC คือ ‘พันธบัตรดิจิทัล’ หรือสินทรัพย์เพื่อป้องกันความเสี่ยงในยุคใหม่
การดำเนินการดังกล่าวจึงนับเป็นการปรับจุดยืนของไบแนนซ์ และอาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของวิธีคิดใหม่ในการใช้บิตคอยน์เพื่อสนับสนุนความปลอดภัยของระบบและความไว้วางใจของผู้ใช้ในอนาคต
ความคิดเห็น 0