วิตาลิก บูเทอริน ผู้ร่วมก่อตั้งอีเธอเรียม(ETH) ประกาศแผนแบ่งจัดการถือครองอีเธอเรียมส่วนตัวจำนวน 16,384 ETH หรือประมาณ 6.5 หมื่นล้านวอน (ราว 1.7 พันล้านบาท) เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีในระยะยาว โดยเขาระบุว่า เป็นการวางแผนเชิงกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับนโยบาย ‘รัดเข็มขัดเล็กน้อย’ ของมูลนิธิอีเธอเรียมในช่วงเวลานี้
เงินทุนชุดดังกล่าวจะถูกจัดสรรแบบค่อยเป็นค่อยไปในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า โดย *เป้าหมายหลัก* อยู่ที่การส่งเสริมเทคโนโลยี “การปกป้องความเป็นส่วนตัว”, “โครงสร้างพื้นฐานและฮาร์ดแวร์แบบเปิด” และ “ซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สที่สามารถตรวจสอบได้” บูเทอรินย้ำว่า แผนนี้ไม่มีผลกระทบต่อการพัฒนาเลเยอร์หลักของอีเธอเรียม แต่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับภารกิจการกระจายอำนาจของบล็อกเชน
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาโซลูชันฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สที่ปลอดภัย ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในชีวิตส่วนตัวและในระดับโครงสร้างสาธารณะ คือเป้าหมายสูงสุดของเขาในรอบนี้ ทั้งนี้ โครงการต่าง ๆ จะดำเนินการโดยตัวบูเทอรินเอง ไม่ผ่านหน่วยโครงการพิเศษของมูลนิธิ
สำหรับการจัดการสินทรัพย์ดังกล่าว บูเทอรินมีแผนจะใช้กลยุทธ์การ ‘สเตกแบบกระจาย’ เพื่อเพิ่มรายได้จากการสเตก และนำไปเสริมทุนสนับสนุนในอนาคตอีกด้วย อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการจัดสรรเงินทุนให้แต่ละโครงการในขณะนี้ แต่ *ความคิดเห็น* คาดว่า โครงการที่บูเทอรินให้ความสำคัญในอดีต เช่น เทคโนโลยีการสื่อสารเข้ารหัส, ระบบที่ให้ความสำคัญในพื้นที่ท้องถิ่น, เทคโนโลยีความเป็นส่วนตัว และการพัฒนาชิปเปิด อาจจะอยู่ในแผนด้วยเช่นกัน
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางราคาของอีเธอเรียมที่ลดลง เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ราคาต่อหน่วยอยู่ที่ประมาณ 3,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 562,000 บาท) ขณะที่ปัจจุบันลดลงเหลือราว 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 389,000 บาท) ซึ่งถือว่าลดลงไปเกือบ 30% ในช่วงเวลาเพียง 3 เดือน อย่างไรก็ตาม บูเทอรินยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากราคาที่ผันผวน แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่พิจารณาจากลำดับความสำคัญเชิงเทคโนโลยีและประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรในระยะยาว
แผนการของบูเทอรินสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีแบบเปิดและเชื่อถือได้ เพื่อปูทางสู่การสร้างอินเทอร์เน็ตแบบกระจายศูนย์อย่างแท้จริง พร้อมสะท้อนวิสัยทัศน์ระยะยาวของอีเธอเรียมในบทบาทสำคัญที่ไม่ใช่แค่บล็อกเชน แต่เป็น *รากฐานของโลกดิจิทัลอนาคต* ที่เน้นความโปร่งใส ความปลอดภัย และการควบคุมโดยผู้ใช้อย่างแท้จริง.
ความคิดเห็น 0