**CZ ปฏิเสธข้อกล่าวหา ‘เหตุการณ์ล้างพอร์ต 1.9 แสนล้านดอลลาร์’ ไม่ใช่ความผิดของไบแนนซ์**
ชางเผิง เจา(CZ) ออกมาโต้กลับข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ล้างพอร์ตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดคริปโตที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว โดยระบุว่า *ไบแนนซ์* ไม่ได้เป็นต้นเหตุของการล้างพอร์ตที่มีมูลค่ารวมถึง 1.9 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 275.6 ล้านล้านวอน) ซึ่งส่งผลให้ตลาดดิ่งลงอย่างรุนแรง ทั้งนี้สาเหตุของข้อกล่าวหาเกิดจากการที่มีผู้เล่นบางรายในตลาดกล่าวโทษว่า *ไบแนนซ์* เป็นต้นเหตุของความผันผวนรุนแรงในครั้งนั้น
ในการตอบคำถามผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของ *ไบแนนซ์* เมื่อเร็ว ๆ นี้ CZ อธิบายว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็น "คำกล่าวอ้างไร้สาระ" พร้อมเสริมว่า "มีบางคนคิดว่า *ไบแนนซ์* ต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด ซึ่งเป็นภาพลวงตาที่ไม่อยู่บนพื้นฐานของความจริง" CZ ยังย้ำว่าเขาในปัจจุบันไม่ได้มีบทบาทบริหารในบริษัท แต่พูดในฐานะผู้ถือหุ้นและผู้ใช้งานของ *ไบแนนซ์* เท่านั้น
หลังจากที่ CZ ยอมรับข้อหาการละเมิดกฎหมายควบคุมการฟอกเงินในสหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2023 ก็ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ *ไบแนนซ์* และถูกควบคุมตัว กระทั่งได้รับการอภัยโทษจากประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อเดือนตุลาคม 2025 ปัจจุบันเขากำลังดูแลบริษัทลงทุน *YZi Labs* ซึ่งแยกตัวออกมาจากฝ่ายลงทุนของ *ไบแนนซ์* และมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารคิดเป็นมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 14.5 ล้านล้านวอน)
**ปมเพ็กกิ้งหลุดของ USDe บนไบแนนซ์ ก็ไม่ใช่ความผิดของแพลตฟอร์ม**
เหตุการณ์ในช่วงเดือนตุลาคมที่ทำให้สเตเบิลคอยน์ USDe ของโครงการ *เอเธนา(ENA)* หลุดเพ็กจากราคา 1 ดอลลาร์ ลงไปถึง 0.65 ดอลลาร์ ก็ถูกบางฝ่ายโยงว่าเป็นความรับผิดชอบของ *ไบแนนซ์* เช่นกัน อย่างไรก็ตามผู้ก่อตั้ง *เอเธนา* อย่าง กาย ยัง(Guy Young) ได้ออกมาเปิดเผยว่า ความผิดพลาดดังกล่าวมีต้นเหตุมาจากปัญหาภายใน ‘ระบบออราเคิล’ ของโครงการ ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ *ไบแนนซ์*
กาย ยัง ระบุเพิ่มเติมว่า กรณีดังกล่าวจำกัดอยู่ในบางเงื่อนไขของการซื้อขายของ *ไบแนนซ์* เท่านั้น อีกทั้งการฝากและถอนเงินที่ล่าช้าในขณะนั้นยังทำให้นักเก็งกำไรไม่สามารถเข้ามาอาร์บิทราจราคาได้ทันเวลา ภายหลังเหตุการณ์ *ไบแนนซ์* ได้จ่ายค่าชดเชยให้ผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบราว 283 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.11 ล้านล้านวอน)
**ตลาดคริปโตสูญ 1 ล้านล้านดอลลาร์ จุดชนวนดีเบตเรื่องเลเวอเรจ**
หลังจากเหตุการณ์ล้างพอร์ตใหญ่ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ตลาดคริปโตต้องเผชิญกับภาวะปรับฐานอย่างรุนแรง โดยราคาบิตคอยน์(BTC) ที่เคยทะลุ 126,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.82 ล้านบาท) ในต้นเดือน กลับดิ่งลงต่ำกว่า 80,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.16 ล้านบาท) ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ทำให้มูลค่าตลาดโดยรวมสูญหายไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 1,451 ล้านล้านวอน)
การล่มสลายดังกล่าวนำไปสู่การถกเถียงครั้งใหม่เกี่ยวกับ *การใช้เลเวอเรจเกินควร*, *การบริหารความเสี่ยงที่อ่อนแอ* และ *บทบาทของแพลตฟอร์มเทรด* ต่อความเสถียรของตลาด
ซาเมอร์ ฮัสซัน นักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ระดับโลก XS.com เผยว่า “ในภาวะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงนโยบายการเงินเข้มงวดควบคู่กับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง นักลงทุนกำลังลดความเสี่ยงจากสินทรัพย์เก็งกำไร”
ด้าน แม็ตต์ โฮแกน ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ *บิตไวส์* ให้ความเห็นว่า “ด้วยราคาทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 725,000 บาท) และความไม่แน่นอนในการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ ที่ยังเพิ่มขึ้น สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนว่าตลาดคริปโตกำลังยืนอยู่ ณ จุดเปลี่ยนสำคัญ”
ในภาพรวม เหตุการณ์ล้างพอร์ตครั้งนี้ไม่ได้เพียงกระตุ้นให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบของ *ไบแนนซ์* เท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างของตลาดคริปโต ความโปร่งใสของแพลตฟอร์มเทรด และความจำเป็นของระบบบริหารความเสี่ยงที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น.
ความคิดเห็น 0