ไบแนนซ์ทุ่มเงิน 1.44 พันล้านดอลลาร์ เปลี่ยน ‘กองทุน SAFU’ ทั้งหมดเป็นบิตคอยน์ สวนกระแสวิจารณ์หลังคำพูดของแคธี วูด
ไบแนนซ์ แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตฯ รายใหญ่ของโลก ประกาศเปลี่ยน ‘กองทุนคุ้มครองผู้ใช้ (SAFU)’ มูลค่าประมาณ 1.44 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 52,000 ล้านบาท จากสินทรัพย์ประเภทสเตเบิลคอยน์ให้กลายเป็น *บิตคอยน์(BTC)* ทั้งหมดภายใน 30 วัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นจากชุมชนผู้ใช้งาน ภายหลังเสียงวิจารณ์หนักจากแคธี วูด(Cathie Wood) นักลงทุนชื่อดังแห่ง ARK อินเวสต์
ไบแนนซ์ยืนยันว่าจะคงมูลค่ากองทุน SAFU ไว้ที่ไม่น้อยกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ และหากเผชิญกับความผันผวนของตลาดจนทำให้ประเมินมูลค่าแล้วต่ำกว่า 800 ล้านดอลลาร์ จะเติมบิตคอยน์เข้ามาเพิ่มเติมโดยทันที
การตัดสินใจครั้งนี้มีฉากหลังจากคำสัมภาษณ์ของแคธี วูด ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 26 มกราคม โดยเธอกล่าวหาว่าความผิดพลาดทางเทคนิคของไบแนนซ์เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ส่งผลให้เกิดการ *บังคับขายสินทรัพย์กว่า 28,000 ล้านดอลลาร์* ส่งผลให้ราคาบิตคอยน์ร่วงจาก 125,000 ดอลลาร์ เหลือเพียง 90,000 ดอลลาร์ และกระทบความเชื่อมั่นในตลาดตลอดสองเดือนถัดมา
ขณะเดียวกัน มีการเปิดเผยว่าแคธี วูดได้เข้าซื้อหุ้นของคอยน์เบส($COIN) มูลค่ากว่า 20 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียวกัน ทำให้ข้อวิจารณ์ของเธอได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น ด้านเฮ่ย อี้(He Yi) ผู้ร่วมก่อตั้งไบแนนซ์ ได้ออกมาปฏิเสธผ่านโซเชียลมีเดียว่า แคธี วูดไม่ใช่ผู้ใช้งานของไบแนนซ์ ขณะเดียวกันไบแนนซ์ก็ไม่ได้ให้บริการแก่ผู้ใช้ในสหรัฐฯ แต่โพสต์นี้ก็ถูกลบออกหลังเผยแพร่ไม่นาน สร้างความคลุมเครือให้มากขึ้น
หัวใจของข้อวิจารณ์ยังอยู่ที่ ‘เหตุการณ์วันที่ 10 ตุลาคม’ ซึ่งมีรายงานว่าเป็นช่วงที่มีการ *ล้างพอร์ตอัตโนมัติรวมมูลค่าสูงสุดถึง 19,000 ล้านดอลลาร์* โดยเกิดขึ้นจากข้อผิดพลาดของระบบที่ฉุดให้เกิดคำสั่งซื้อขายผิดราคา, แสดงราคาผิด และสินทรัพย์มีความคลาดเคลื่อนจากค่าอ้างอิง (depegging)
แม้ไบแนนซ์จะจ่ายเงินชดเชยประมาณ 283 ล้านดอลลาร์ ให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบ แต่ก็ยังไม่ถึง 1% ของมูลค่าความเสียหายรวมที่ชุมชนประเมินไว้ ที่สำคัญคือ *ยังไม่มีคำชี้แจงเชิงเทคนิคอย่างละเอียด* จากบริษัท จึงยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของแพลตฟอร์มสั่นคลอนในสายตาผู้ใช้งาน
อีกหนึ่งข้อกังขาคือระบบการนำเหรียญใหม่เข้าเทรดผ่านแพลตฟอร์ม ‘ไบแนนซ์ อัลฟ่า’ ที่พบว่าในหลายกรณีราคาโทเคนพุ่งขึ้นเร็วหลังจากเปิดตัว แต่กลับร่วงลงอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากผู้ใช้งานพบว่า *มากกว่า 90% ของโทเคนดังกล่าวไม่สามารถรักษามูลค่าในระยะยาวได้* ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องสิทธิพิเศษภายในและความเสี่ยงของนักลงทุนรายย่อย
อย่างไรก็ตาม ไบแนนซ์พยายามรับมือสถานการณ์ด้วยการเปิดเผยตัวเลขผลประกอบการปี 2025 โดยระบุว่าสามารถกู้คืนเงินจากข้อผิดพลาดการฝากผิดกว่า 38,648 รายการได้ 48 ล้านดอลลาร์ และช่วยป้องกันความเสียหายแก่ผู้ใช้งาน 5.4 ล้านบัญชี มูลค่ารวมกว่า *6.69 พันล้านดอลลาร์*
ในด้านความมั่นคงของสินทรัพย์ บริษัทเผยว่าเก็บสกุลเงินคริปโตฯ มากกว่า 45 รายการ รวมมูลค่า *ราว 162.8 พันล้านดอลลาร์* โดยใช้วิธี ‘ถือครองระยะยาว’ เป็นหลัก ซีอีโอ จ้าวชางเผิง ย้ำว่า “เราเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่มีปริมาณ *ซื้อสุทธิ* ของบิตคอยน์ ไม่ใช่นักขาย”
*ความคิดเห็น*: การเลือกถือบิตคอยน์แทนสเตเบิลคอยน์ในกองทุน SAFU อาจสะท้อนความเชื่อมั่นในแนวโน้มระยะยาวของสินทรัพย์คริปโตฯ และส่งสารเชิงบวกไปยังนักลงทุน
ข้อมูลจากการสำรวจของคอยน์เบสและ Glassnode ยังระบุว่ากว่า 70% ของนักลงทุนสถาบันทั่วโลกมองว่าบิตคอยน์ในปัจจุบัน ‘ถูกประเมินต่ำเกินไป’ และ 62% ยังคงถือสินทรัพย์ดิจิทัลต่อหรือเพิ่มพอร์ตตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นมา
แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่าราคา *บิตคอยน์* จะเข้าสู่ขาขึ้นในช่วงสั้น แต่การตัดสินใจของไบแนนซ์ครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ *การฟื้นศรัทธาจากนักลงทุนรายใหญ่* และเพิ่มแรงจูงใจให้กับดีมานด์ฝั่งสถาบันในระยะต่อไป
ความคิดเห็น 0