ค่าเงินเยนที่อ่อนค่ามานาน และเคยถูกมองว่าเป็น 'ปัจจัยบวก' ต่อภาคส่งออกของญี่ปุ่น กลับกลายเป็นตัวแปรที่กดดันทั้งต้นทุนของภาคธุรกิจและราคาสินค้าผู้บริโภคในปี 2022 เงินเยนร่วงลงมากกว่า 12% เทียบกับดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาเพียง 2 เดือน และอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 129.43 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 20 ปี
ฟอร์จูน(Fortune) รายงานว่าการร่วงลงอย่างรวดเร็วของเงินเยนกลายเป็น 'สัญญาณวิกฤต' ต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น ในอดีตเงินเยนอ่อนมักถูกมองว่าเป็นผลดี เพราะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคาให้กับผู้ส่งออกรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า พร้อมทั้งดันมูลค่ากำไรจากต่างประเทศเมื่อแปลงกลับเป็นเงินเยนให้สูงขึ้น
แต่โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อภาระนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น อัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลงในระดับเดียวกันกลับ 'ดันทั้งต้นทุนธุรกิจและราคาสินค้าผู้บริโภคขึ้นพร้อมกัน' นอกจากนี้ การที่ภาคการผลิตของญี่ปุ่นขยายฐานการผลิตไปต่างประเทศมากขึ้น ก็ทำให้ผลดีโดยตรงจากเงินเยนอ่อนต่อผู้ส่งออกลดน้อยลงกว่าในอดีต
ความแตกต่างด้านนโยบายการเงินก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เงินเยนอ่อนค่าลงไปอีก ธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ) ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2022 มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นไว้ที่ระดับติดลบ 0.1% พร้อมประกาศเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีแบบไม่จำกัดวงเงิน เพื่อควบคุมอัตราดอกเบี้ยระยะยาวให้อยู่ใกล้ระดับ 0%
ในทางกลับกัน ธนาคารกลางสหรัฐ(Fed) กำลังเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เมื่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่นถ่างกว้างขึ้น นักลงทุนก็มักหันไปถือสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งเป็นแรงหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่าและเงินเยนอ่อนค่าลงตามไปด้วย
ช่วงเวลานั้น ตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศเห็นเงินเยนอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 128 เยนต่อดอลลาร์ ก่อนจะร่วงต่อไปแตะจุดต่ำสุดที่ 129.43 เยน รอยเตอร์(Reuters) รายงานในช่วงเดียวกันว่าดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าทะลุ 130 เยนไปแล้ว
ภายในญี่ปุ่นเอง มุมมองต่อสถานการณ์นี้ก็แตกออกเป็นสองฝ่าย คุโรดะ ฮารุฮิโกะ(Haruhiko Kuroda) ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นในขณะนั้น ยืนยันจุดยืนเดิมว่าเงินเยนอ่อนโดยรวมแล้ว 'เป็นผลดี' ต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น แต่ก็เตือนว่าความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่รวดเร็วเกินไปอาจทำให้ภาคธุรกิจวางแผนดำเนินงานได้ยากขึ้น คำเตือนนี้สะท้อนว่าแม้แต่ผู้กำหนดนโยบายเองก็เริ่มระมัดระวังต่อผลกระทบด้านลบมากขึ้น
ชุนอิจิ ซูซูกิ(Shunichi Suzuki) รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นในขณะนั้น ประเมินว่าการอ่อนค่าของเงินเยนในช่วงนั้นเป็น 'การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเกินไป' และเน้นย้ำถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เพราะแม้จะเป็นเงินเยนอ่อนเหมือนกัน แต่ผลกระทบต่อผู้ส่งออก ผู้นำเข้า และผู้บริโภคกลับแตกต่างกันไป ทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายเป็นเรื่องยากขึ้น
จุดร่วมระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐอยู่ที่การรับมือในตลาดปริวรรตเงินตรา กระทรวงการคลังสหรัฐ(U.S. Treasury) ระบุว่า เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2022 เจเน็ต เยลเลน(Janet Yellen) รัฐมนตรีคลังสหรัฐในขณะนั้น ได้หารือร่วมกับซูซูกิเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของตลาดการเงินรวมถึงตลาดปริวรรตเงินตรา พร้อมย้ำพันธสัญญาด้านอัตราแลกเปลี่ยนของกลุ่ม G7 และ G20 อีกครั้ง
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นมีรายงานว่าญี่ปุ่นและสหรัฐกำลังหารือความเป็นไปได้ในการเข้าแทรกแซงตลาดค่าเงินร่วมกัน แต่เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังญี่ปุ่นออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว ด้านตลาดเองก็มองว่าปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางค่าเงินไม่ใช่ความเป็นไปได้ในการแทรกแซง แต่เป็น 'ความแตกต่างของนโยบายการเงิน' ระหว่างธนาคารกลางญี่ปุ่นกับเฟด
ความรู้สึกของภาคธุรกิจสะท้อนออกมาชัดเจนยิ่งขึ้น ผลสำรวจของรอยเตอร์พบว่าบริษัทญี่ปุ่นมากกว่า 75% มองว่าเงินเยนอ่อนในช่วงนั้นส่งผลเสียต่อธุรกิจ ขณะที่ 48% คาดว่าผลประกอบการจะได้รับผลกระทบ ส่วนผลสำรวจอีกชุดหนึ่งพบว่า 46.7% มองเงินเยนอ่อนในแง่ลบเช่นกัน
ย้อนกลับไปในผลสำรวจเดือนธันวาคม 2021 มีเพียงราว 30% ที่มองเงินเยนอ่อนในแง่ลบ ขณะที่ผู้ที่มองในแง่บวกมีเพียง 5% เท่านั้น สะท้อนว่าภายในเวลาไม่กี่เดือน ความกังวลของภาคธุรกิจต่อภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ประเด็นถกเถียงนี้ยังดำเนินต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน คาซูโอะ อูเอดะ(Kazuo Ueda) ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นคนปัจจุบัน กล่าวในสุนทรพจน์เมื่อเดือนกันยายน 2024 ว่าเงินเยนที่อ่อนค่าทำให้ราคานำเข้าปรับสูงขึ้นอีกครั้ง และกลายเป็น 'ความเสี่ยงด้านบวกต่อเงินเฟ้อ' ในสุนทรพจน์เดียวกัน ธนาคารกลางญี่ปุ่นระบุว่าได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 0.15 จุดเปอร์เซ็นต์ในเดือนกรกฎาคม 2024
ความหมายของเงินเยนอ่อนจึงไม่ได้อยู่ที่ 'ทิศทาง' เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ 'ความเร็วและขนาด' ของการเปลี่ยนแปลงด้วย สำหรับผู้ส่งออก เงินเยนอ่อนอาจสร้างกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่สำหรับภาคธุรกิจที่นำเข้าพลังงานและวัตถุดิบ รวมถึงผู้บริโภคทั่วไป กลับกลายเป็นภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่นและเฟดสหรัฐ รวมถึงท่าทีการรับมือในตลาดปริวรรตเงินตรา ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของเงินเยนต่อจากนี้
ความคิดเห็น 0